Ubuntu กับงานด้านเอกสาร

ไม่น่าเชื่อว่าผมจะกลับมาตายน้ำตื้นเรื่องนี้อีกจนได้ ก่อนหน้านี้ที่ยังมีเหตุให้อาลัยอาวรณ์กับ Windows อยู่ก็เพราะ iPod ที่หาโปรแกรมซิงค์ดี ๆ ยากเหลือเกิน พอจัดการปัญหานี้ได้ ก็มาเจอปัญหาใหม่ทันที (แก้ยากด้วยทีนี้) นั่นก็คือเรื่องเอกสารนั่นเอง

ปัญหาคือเมื่อเราต้องทำงานเอกสารร่วมกับคนอื่น เกิน 90% แน่ ๆ ที่ใช้ Microsoft Office ในการสร้าง แก้ไข หรือแม้กระทั่งเปิดดูเอกสาร ที่บอกว่าเป็นปัญหาเพราะ OpenOffice.org มันไม่สามารถให้ความถูกต้องได้ 100% ยิ่งเอกสารนั้นถูกใส่ลูกเล่นมาจาก MS Office มากเท่าไร โอกาสที่เปิดด้วย OpenOffice.org แล้วจะเละก็มีมากตามไปเท่านั้น

ที่เจอมากับตัวก็ชีต Excel ที่ต้องลง Log งานที่ทำทุกวัน ปรากว่าเมื่อเปิดแก้ไขด้วย OpenOffice.org แล้ว เอาไปเปิดอีกทีด้วย MS Office เอกสารจะพังทันที มันจะให้ Recovery และรูปแบบตารางอะไรหายไปหมดเลย เหลือแต่ Data (เป็นอยู่ 2-3 ไฟล์ จากทั้งหมดกว่า 15 ไฟล์ที่ต้องแก้ไขในแต่ละคราว)

ทั้งนี้แม้ว่าเราจะจำกัดทุกเงื่อนไขที่ควบคุมได้ เช่น ฟอนต์ และการตั้งค่าหน้ากระดาษ และอะไรอีกต่าง ๆ นานาแล้ว แต่มันก็ยังให้ผลลัพท์ที่ไม่สมบูรณ์ สาเหตุเท่าที่ค้นหาจนพบแบบคร่าว ๆ คือ MS Office ไม่ได้เปิดเผยเสปก หรือโค้ด หรือเทคโนโลยีที่ใช้สร้างโปรแกรมให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้รับรู้ (ตามประสา Close Source) ดังนั้น ที่เห็นว่า OpenOffice.org หรือโปรแกรม Office อื่น ๆ เปิดเอกสารจาก MS Office ได้นั้นคือการเดาทางไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันเปิดได้ ไม่ต้องหวังเลยว่ามันจะถูกต้อง คือ มันก็แค่อาจจะไม่เพี้ยน หรือเพี้ยนน้อยหน่อย หรือเพี้ยนจนเละเทะก็ได้ แล้วแต่บุญแต่กรรมที่มีต่อเอกสารนั้น ๆ ว่ากันเป็นไฟล์ ๆ ไป

ดังนั้น พอเจอคำถามประมาณ “Ubuntu กับงานด้านเอกสาร” เลยต้องมีเงื่อนไข คือ ถ้าสร้างเอง แก้ไขเอง พิมพ์เอง ใช้ OpenOffice.org ได้ แต่ถ้าต้องทำงานร่วมกับคนอื่น เช่น ส่งไฟล์ให้เจ้านาย ให้เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า หรือเป็นเอกสารที่ต้องแชร์กันแก้ไข ในกรณีนี้ถ้าควบคุมเงื่อนไขให้ทุกคนใช้ OpenOffice.org ได้หมด ก็ได้ครับ แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ แนะนำว่าขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งอะไรออกไป เช็คกับ MS Office อีกทีจะดีกว่า กันพลาด กันเสียการเสียงาน และกันอะไรได้อีกหลาย ๆ อย่างเลยครับ

ป.ล. เรื่องฟอนต์ก็เป็นปัญหา คือ เราจะจิ๊กพวก Angsana, Cordia มาใช้ได้เนี่ย เครื่องนั้นต้องมี License ของ Windows นะครับ และข้ามเครื่องก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามี License เดียวแล้วจะก็อปปี้ไปใช้เครื่องอื่นก็ไม่ได้นะ หรือจะลงทุนซื้อเฉพาะฟอนต์มาใช้เลยล่ะ ตัวนึงก็ 50 เหรียญเอง (ถ้าจำไม่ผิด) อิอิอิ +

ป.ล. 2 MS Office ถ้าข้ามเวอร์ชั่นมันก็เอ๋อ เช่น เอา 2007 ไปเปิดด้วย 2003 หรือ 2000 โอกาสผิดพลาดก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ทำใจ และอย่าไปคาดหวังอะไรมาก ถ้าเอกสารที่ต้องส่งเป็น Final ไม่มีการแก้ไขแล้ว ส่งเป็นไฟล์ PDF ดีกว่าครับ OS ไหน ๆ ก็เปิดได้ชัวร์ !

Ubuntu Today : ตอนนี้ผมเลิกใช้ Tahoma แล้วครับ

Tahoma คือ ?

ฟอนต์ไงครับ เป็นฟอนต์ที่เชิดหน้าชูตาของ Windows สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับแบบไม่มีข้อบิดพริ้วคือ Tahoma ทำให้ตัวอักษรบนหน้าเวบไซด์ดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมากมาย (โดยเฉพาะตัวอักษรภาษาไทย)

ที่ผ่านมาก็จิ๊กเอามาจาก Windows ตลอด ทีนี้ปัญหาคือ Windows ที่เราจิ๊กฟอนต์เค้ามาใช้นั้น “เถื่อน” เท่ากับว่าก็ยังละเมิดลิขสิทธิ์ MS เค้าอยู่ ไม่ค่อยสบายใจอย่างแรง ดังนั้นเลยไม่เอามาใช้ซะ หมดปัญหากันไป

ฟอนต์ที่ใช้สำหรับ Westren ก็เลยใช้ Loma ซึ่งปัญหาของ Loma คือ Hinting หรือขอบมันไม่โค้งสวยเหมือน Tahoma กับมันยังมีปัญหาเรื่องภาษา เช่น ผมจะพิมพ์อักษรใน Text Box มันไม่พอดี ใหญ่เกินช่องทำให้ด้านล่างแหว่ง ๆ ไป แต่ก็พออ่านได้ สำหรับ Thai ผมใช้ Garuda (คนใช้ Mac ถ้านึกไม่ออกก็อารมณ์เดียวกับ Thonburi เลย แต่ Thonburi จะแสดงภาษาอังกฤษสวยกว่า)

ส่วนเรื่องฟอนต์เจ้าปัญหา Angsana และ Cordia ก็ใช้วิธีเดิม ๆ ในการแก้ปัญหา คือหลอกระบบมันว่าเจอฟอนต์ชื่อนี้ให้มาใช้ชื่อนี้แทน (วิธีทำอยู่ที่นี่) ส่วนฟอนต์ที่นำมาใช้แทนก็เป็น OpenSource ใช้งานได้เสรี แจกจ่ายได้ (แก้ไขก็ได้ถ้าคิดว่าสามารถ) แสดงผลได้ใกล้เคียง และไม่มีปัญหาเมื่อนำไปเปิดบน Windows ครับ

(สารภาพตามตรง ตอนนี้ยังคงไปพิมพ์งานใน Windows XP feat. MS Office 2007 ครับ เนื่องจาก OpenOffice มันยังจัดรูปแบบหน้ากระดาษเทพ ๆ แบบ MS Office ไม่ได้ รวมถึงพิมพ์เสร็จใน Ubuntu ก็พิมพ์ออกไม่ได้ เพราะปริ๊นเตอร์ที่ทำงานมันไม่รองรับ Ubuntu เลยแม้แต่นิดเดียว เลยไปพิมพ์ใน XP กะ MS Office ซะให้หมดเรื่องหมดราว (ทั้งหมดที่ว่ามาติดตั้งอยู่ใน VirtualBox และยังเถื่อน!)

เล็งไว้ว่าอนาคตคงซื้อ Windows ลิขสิทธิ์ซักชุดนึง และ MS Office ชุดเล็ก ๆ มาใช้ในการทำงาน (คงซื้อแบบ Home & Student ไม่ได้) ปัญหามันอยู่ที่ Windows เวอร์ชั่นที่ใช้กับโปรแกรมพวก Virtual Machine ได้ดีคือ XP ซึ่งผมไม่อยากซื้อ XP เลยจริง ๆ นะ ได้แต่หวังว่าอนาคตทีมพัฒนา VirtualBox คงรองรับ Windows 7 ได้มากขึ้น เออ..ถ้างี้ค่อยน่าซื้อหน่อย ถ้าวันไหน Ubuntu งอแงขึ้นมาก็ฟอร์แมตใช้ W7 มันซะเลย แง่ม ๆ