
เห็นเมล์ส่งมาขายของอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ Mandriva on Flash Drive เดี๋ยวก็ DVD เดี๋ยวก็ขาย Subscriber บ้างอะไรบ้าง ก็เลยพาลสงสัยว่าเค้าขายใคร ?
ทั้ง Red Hat และ Suse โดย Novell ต่างก็หนีตายจากผู้ใช้ตามบ้านไปสู่ตลาดองค์กรหรือ Enterprise กันหมดแล้ว เนื่องจากความอ่อนไหวต่อจุดอ่อนของลินุกซ์คือเรื่องความบันเทิงหรือการใช้งานเพื่อกิจกรรมที่หลากหลายนั้นน้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงขององค์กรก็ยากเกินกว่าที่จะเปลี่ยนอะไรกันปุบปับ อีกทั้งปัญหาเรื่องความปลอดภัยทำให้ระบบปฏิบัติการลินุกซ์นั้นได้รับความนิยมมากกว่า โดยเฉพาะในงานด้าน Server ผู้เล่นหลัก ๆ ก็มี Red Hat, Suse รวมถึงของฟรีแบบฟรี๊ ฟรีอย่าง Fedora, Debian และ CentOS รวมไปถึง Ubuntu ที่บ้างก็นิยมนำมาทำ Server กันเพราะชินกับระบบ GUI ของ Ubuntu Desktop อยู่แล้ว
Mandriva นั้นเดิมคือ Mandrake Linux จนมาเปลี่ยนเป็น Mandriva เนื่องจากรวมกิจการกับ Connectiva ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกาใต้คือบราซิล (ตัว Mandrake นั้นเป็นฝรั่งเศส) จนภายหลังก็รวม Lycoris เข้าไปอีก ทั้งสามเจ้าที่มารวมกันเล่นตลาด Desktop กันอยู่แล้ว ดังนั้นการคืบเข้ามาในตลาด Enterprise และ Server นั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Red Hat, Suse, Oracle หรือแม้กระทั่ง Microsoft นั้นมีประสบการณ์มากกว่าตัวเองมาก ๆ
ในด้านภาพลักษณ์ของ Mandriva นั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อชั้นขององค์กร ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมถึงภาพลักษณ์ของร้านค้า (ในที่นี้คือ Web Page) ดูไม่น่าจะใช้งานเป็น Server หรือใช้งานในระดับ Enterprise เท่า Suse และ Red Hat หรือแม้กระทั่ง Windows โดย Mandriva นั้นดูจะเหมาะและถนัดสำหรับการทำผลิตภัณฑ์สำหรับ Desktop และ Home Used ซะมากกว่า ยิ่งในตัว PowerPack นี่ยิ่งเห็นชัดในเรื่อง Usability ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้หน้าใหม่ รวมทั้งการรวม Codec และโปรแกรมชั้นเยี่ยมต่าง ๆ ที่ปกติต้องซื้อแยกมาให้แล้ว ทำให้ประสบการณ์การใช้งานเพื่อความบันเทิงในบ้านหรือการใช้เป็น Desktop ส่วนตัวนั้นน่าประทับใจกว่าลินุกซ์ตัวอื่น ๆ มาก (แม้กระทั่ง Ubuntu ก็ยังเทียบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตาหรือการรวบรวม Codec สำหรับดูหนังฟังเพลงมาเรียบร้อยในตัว ซึ่งติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ในบางประเทศ)
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความครบเครื่องของ Mandriva PowerPack ไม่ได้มาฟรี ค่าตัวมันก็ไม่ใช่ถูก ๆ (ตอนนี้ 59 เหรีญสหรัฐฯ) อีกทั้งอายุการใช้งานก็สั้นแค่ 12 เดือน เพราะมันออกรุ่นใหม่ทุกปี การซื้อแบบซื้อขาดก็จะอัพเดทไม่ได้ ต้องซื้อแบบ Subscriber จึงจะใช้ได้ 2-3 ปีโดยอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ไปเรื่อย ๆ (Mandriva ไม่สามารถอัพเดทข้ามเวอร์ชั่นโดยไม่ติดตั้งใหม่ได้เนียนเหมือนสาย Debian) นั้นเป็นภาระในการดาวน์โหลด การรอคอย การสำรองข้อมูลและโปรแกรม รวมถึงเป็นภาระที่ต้องทำให้ทันสมัยทุก ๆ ปี และมีค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกันกับ Ubuntu ที่ถึงแม้จะไม่พร้อมใช้แบบ Out of Box แต่การตั้งค่าต่าง ๆ ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ดังนั้นถ้าไม่ได้มีความผูกพันธ์กับ Mandriva การจัดการแพคเกจแบบ RPM และไม่ต้องการบริการหลังการขายอย่างใกล้ชิดแนบสนิทแล้วล่ะก็ การใช้งาน Ubuntu หรือ OpenSUSE ย่อมดีกว่ามาก เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งในรายของ Ubuntu ยังสามารถอัพเกรดเวอร์ชั่นได้โดยงานไม่สะดุด เนื่องจากไม่ต้องติดตั้งใหม่ ไม่ต้องตามตั้งค่าต่าง ๆ ใหม่ (ในกรณีที่ไม่ได้แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ มากจนเกินไป)
ผมอาจจะยังมองไม่รอบด้านเรื่อง Mandriva แต่ถ้าว่ากันตามความถนัด Mandriva ควรจะพัฒนา Desktop และ Home Used ให้ติดตลาดแบบเป็นอันดับหนึ่งในใจไปเลย ไม่ต้องสนใจตลาด Server และ Enterprise อันเนื่องมาจากตัวเองไม่มีความถนัดและสินค้าของตัวเองก็ไม่ได้ตอบสนองงานด้านนี้ได้ดีเท่าไร ทำอะไรที่ตัวเองถนัดให้ดีให้เด่นให้สุดมือไปเลยจะดีกว่ามาเหยียบเรือสองแคมแล้วก็พากันล่มจมไปหมด
(ตอนนี้ดาวน์โหลด Mandriva One 2010 มายังไม่ได้ลองเล่นเลย)