คุยกันเรื่องพฤติกรรมการใช้ของถูกลิขสิทธิ์

พอดี Duocore พาไปเจอบล็อกนี้ที่ฟลุ๊คดุ๊ก

right
(คลิกเพื่ออ่านรูปใหญ่เต็ม ๆ ตา)

มันมีประโยคนึงที่ว่า “โดยส่วนตัวผม ผมไม่ใช่คนที่ “จะพยามไม่ใช้ของผิดลิขสิทธิ์” แต่ผมเป็นคนที่ “จะพยายามใช้ของถูกลิขสิทธิ์” ต่างหาก ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันสิ้นเชิง เพราะการที่คนเราฝืนเพื่อที่จะไม่ใช้สิ่งใดนั้น มักจะจบลงที่ “ของฟรี” ทุกที แต่การที่คนเราพยายามที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่เราเห็นว่าคุ้มค่านั้น มักจะอยู่ที่คำว่า “ของดี” “

อธิบายความดังนี้

ของฟรีไม่ใช่ของที่ไม่มีลิขสิทธิ์นะครับ แต่ของฟรีคือของที่มีลิขสิทธิ์ แต่ไม่เก็บค่าใช้สิทธิ์นั้น ซึ่งโปรแกรมแบบที่หลายคนเข้าใจว่าถูกลิขสิทธิ์เพราะเสียเงินซื้อนั้น ความจริงแล้วเป็นเพียงซับเซตของลิขสิทธิ์ครับ

และความเข้าใจที่ว่าของเสียเงิน (หรือ Commercial Software) ดีกว่า Freeware นั้นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเสมอไปครับ เพราะงานหรือกิจกรรมบางอย่าง Freeware ก็สามารถรองรับและจัดการได้เป็นอย่างดี (ถ้ารู้จักที่จะใช้มัน ไม่ใช่ว่าจับแล้วไม่คุ้นแต่อ้อนแต่ออกก็โยนทิ้งและบ่นว่าห่วยตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งใจที่จะศึกษา..ซึ่งก็ไม่จำเป็นถ้ามีเงินจ่ายค่าลิขสิทธิ์) การจะใช้ความเห็นส่วนตัวเพื่อแสดงทัศนะอะไรก็ตาม ควรกำกับไว้ด้วยว่าเป็นความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น เพราะถ้าจะอ้างเป็นวิชาการคุณต้องหาเหตุผลหรือเอกสารทางวิชาการที่มีการศึกษา วิจัย และเป็นที่ยอมรับในวงการนั้น ๆ มาแสดงด้วย การเขียนอะไรลอย ๆ โดยไม่อ้างอิงให้ชัดว่ามาจากทัศนะหรือผลการศึกษาอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่รับข่าวสารเพียงขั้นเดียว หรือการนำไปอ้างอิงต่อโดยเป็นความรู้ที่ผิด ๆ ได้

ความจริงของ Commercial Software คือ เค้ามักจะเก็บค่ามันสมองกับคนที่เอา Software ของเค้าไปทำมาหากินครับ แม้กระทั่ง Microsoft เองก็มีของฟรีที่ให้ใช้บ้างถ้าไม่นำไปทำมาหากิน ดังนั้น หากคุณใช้ Software เพื่อสร้างเงินจากมันก็ไม่ควรจะอิดออดในเรื่องต้นทุน และบางครั้งการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพเกินความสามารถของตัวเองมันก็เป็นต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เหมือนกัน ดังนั้น จะว่าของฟรีสู้ของเสียเงินไม่ได้ ก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง (ที่มันมักเอาไปทำมาหากินโดยง่ายไม่ได้) แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการเรียนรู้ และการปรับทัศนคติ แน่นอนว่างานมันไม่รอให้เราเรียนรู้ แต่บางครั้งถ้าอะไรที่มันไม่ต้องถึงขนาดเสียเงินได้ก็ควรจะเลี่ยง และการใช้ของถูกลิขสิทธิ์ ปะปนกับการขโมยเค้าใช้ ก็ไม่ควรภูมิใจหรอกครับ โจรขโมยของแม้เช้าขึ้นมาจะใส่บาตร วันพระใหญ่จะไปเวียนเทียน แต่บุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาป ถัวเฉลี่ยให้ความผิดเบาบางลงไม่ได้หรอกครับ

ยังต้องปรับทัศนคติกันอีกเยอะครับ และคนไทย .. ก็คงต้องเปลี่ยนกันอีกนาน อย่าหวังว่าอะไร ๆ จะพลิกฟ้าพลิกตะวันกันได้รวดเร็ว และข้อสังเกตุคือ .. แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ (เก่า) อย่าง … ก็ยังเป็นเจ้าพ่อแห่งการทำแคร๊ก สบาย ๆ อย่าไปคิดอะไรมาก ตอนนี้รัฐบาลของขึ้นตระเวนจับไปทั่ว  ก็ขอให้อยู่รอดปลอดภัยกันทุกคนละกันนะครับ (และที่ตลกมากก็คือ คนแห่มาใช้ Ubuntu กันให้พรึ่บ อยากจะบอกว่าอย่าเผลอไปก็อปปี้ฟ้อนต์จากวินโดวส์เถื่อนมาใส่ละกัน ตัวละ 50 เหรียญเชียวนะครับ ตัวนึงมีอักษร 4 แบบก็ 200 เหรียญแล้ว และวินโดวส์ลิขสิทธิ์ 1 ชุด สามารถเอาฟ้อนต์มาใช้ได้แค่เครื่องนั้นเครื่องเดียวเท่านั้น ถ้ามากกว่า 1 เครื่องก็ผิดนะจ๊ะ)

สะบายดีประเทศไทย เอิ๊ก ๆ ๆ +

Freeware ที่ใช้บน Windows 7

ยังมีปัญญาซื้อแค่ตัว OS ที่เหลือเลยต้องหาของฟรี ที่เรียก Freeware แบบเหมา ๆ เพราะเป็นอันเข้าใจว่าไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ (ไม่เสียเงินไม่ได้แปลว่าไม่มีลิขสิทธิ์นะ เพียงแต่เค้าให้ใช้ฟรี โดยมีหรือไม่มีเงื่อนไขก็เท่านั้นเอง) ส่วนบางตัวก็เป็นโอเพ่นซอร์ส ก็อย่าซีเรียสมากครับ ประเด็นคือเรื่องเงินพอเนอะ อิอิอิ

1. Auslogic Disk Defrag สะสาง HDD หน่อย ใช้ลินุกซ์มานานไม่ได้เรียงอะไรเลย

2. Ashampoo Burning Studio 6 เป็นเวอร์ชั่นฟรีครับ แต่ก็ทำได้เกือบทุกอย่างที่โปรแกรมเผาแผ่นควรจะทำได้

3. avast! Antivirus ข้อเสียคือเหมือนมันจะไม่ Auto Update นอกนั้นกลมกลืนกับ 7 ดีมาก (เว็บของ MS แนะนำด้วยแหละ)

4. CCleaner กวาดขยะ

5. Foxit Reader ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Adobe Reader ซึ่งเกะกะและใหญ่โตเกินความจำเป็น

6. The GIMP เดี๋ยวนี้ใช้ได้สบายใจ ไม่มีอคติแล้ว

7. GOM Player เอาไว้เล่นไฟล์เพื่อแบบว่า .. ใช้เม้าส์วีลเลื่อนไฟล์ได้ อะไรได้ (สะดวกดีเวลาอยากดูอะไรคร่าว ๆ)

8. K-Lite Codec Pack ลงไว้เพื่อทำให้ Windows Media Player ฉลาดมากขึ้น

9. iTunes กลับมาหาเธออีกซักที (เริ่มไม่ปลิ้ม เปิดช้ามาก หน้าตาแปลกแยก เอะอะซิงค์ – ลักษณะนี้เครื่องต่อไปคงไม่ใช่ iPod แล้ว อิอิอิ)

10. OpenOffice.org สบาย ๆ ยิ่งพอมาอยู่บน Windows แล้วเรื่องฟ้อนต์ยิ่งไม่เป็นปัญหา ถ้าเอกสารที่ไม่พิสดารมากล่ะเอาอยู่

11. Picasa 3 เหตุผลเพราะ Windows Photo Gallery มันหนืด (มาก) และการพรีวิวรูปของ Picasa นั้นขั้นเทพจริง ๆ (บนลินุกซ์ทำไม่ได้อย่างนี้บ้าง .. เซ็งเป็ด)

12. The KMPlayer ลงไว้งั้น เดี๋ยวจะเอาออกแล้ว

13. VLC โฮะ ๆ ๆ ทีแรกลงแต่ VLC ด้วยซ้ำ ปัญหาคือมันดูไฟล์ Real Media (พวก .rm, .rmvb) ได้ไม่เนียนสวย (ค้นพบแล้วว่า GOM Player)

14. Windows Live Essential ใช้ Movie Maker และ Photo Gallery (เนื่องจากมันบังคับแพ๊คคู่) ส่วน Messenger มันเป็นโปรแกรมสามัญประจำเครื่องอยู่แล้ว ขาดไม่ได้เพื่อนด่า

15. Microsoft Security Essentials ยังไม่เข้าใจว่ามันป้องกันไวรัส หรืออะไร เข้าใจว่า “มัลแวร์” ในความหมายคือสิ่งอันตรายรบกวนทั้งหมด ติดตั้งด้วยความตื่นเต้นว่าของฟรีจาก MS ลืมไปว่ามี avast! อยู่แล้ว ก็ปรากฎว่ามันไม่ตีกันแฮะ ต่างคนต่างทำงานกันไป และใน Action Center ก็โชว์ว่ามี Antivirus สองตัวด้วย (เป็นอันเข้าใจแล้วว่ามันก็คือโปรแกรม Antivirus นั่นแหละ)

เป้าหมายที่ว่าจะซื้อต่อไปก็คือ Office ครับ อยากรอ 2010 เพราะเข้าใจว่ามันน่าจะรองรับมาตรฐานกลางได้ดีกว่าตัว 2007 ส่วนโปรแกรม Antivirus นั้นตอนแรกเล็ง NOD32 ไว้ แต่ลักษณะการใช้งานของผมมันลงอยู่เครื่องเดียว ใช้อยู่คนเดียว โอเคว่าอาจจะเอาไปจุ๊บในที่ทำงานบ้าง แต่คำว่าใช้ในเชิงธุรกิจนี่คงแบบว่าลงหลาย ๆ เครื่องเกินงามล่ะนะ เราใช้เงียบ ๆ คงไม่เป็นไร

ยาวไป !

สีเทาบ้าง อะไรบ้าง

ไปเจอกระทู้นึงในคลับเค้าว่าให้ลองดูว่า ในเครื่องมีอะไรเทา ๆ บ้าง ของเทา ๆ ในทาง OpenSource นั้นหมายรวมถึงโปรแกรมแจกใช้ฟรี แต่ไม่เปิดเผยโค้ดด้วย (เรื่องมากจริง ๆ เนอะ) เลยลองดูเครื่องตัวเอง ผลเป็นดังนี้

vrms

Continue reading