Used ADB and Fastboot on Ubuntu (tested on 11.04)

เครดิตจาก PlayOSS นะครับ (เรียบเรียงใหม่ให้ตัวเองเข้าใจ)

1. ติดตั้ง android SDK for Linux X86 (ใช้กับ X64 ได้เช่นเดียวกัน)

1.1 กรณีที่ใช้ X64 ต้องติดตั้ง ia32-libs และ sun-java6-jdk ด้วย

2. ดาวน์โหลด fastboot มาซะ (มีเก็บไว้แล้ว) จากนั้นทำให้มัน read-write ได้ โดย chmod +x ไฟล์ fastboot

3. สร้างไฟล์ 50-android.rules และ 90-android.rules ไว้ที่ /etc/udev/rules.d

3.1 ไฟล์ 50-android.rules

SUBSYSTEM==”usb”, SYSFS{idVendor}==”18d1″, MODE=”0666″, OWNER=”ใส่ username”

3.2 ไฟล์ 90-android.rules

SUBSYSTEM==”usb”, SYSFS{idVendor}==”04e8″, MODE=”0666″, OWNER=”ใส่ username”

เสร็จแล้วพิมพ์ sudo reload udev

4. gedit .bashrc > export PATH=${PATH}:/…/Directory ที่เก็บ SDK

5. ใน Terminal จากไดเรคทอรี่ที่เก็บ SDK ตรวจสอบความเรียบร้อยโดยพิมพ์ ./adb devices ต้องแสดงชื่ออุปกรณ์ขึ้นมาบ้าง

6. เมื่อโทรศัพท์เข้าโหมด fastboot เมื่อพิมพ์ ./fastboot devices จะต้องเจออุปกรณ์เหมือนกัน

ป.ล. ต้องใช้สิทธิ์ root นะ

(เรียบเรียงใหม่จาก ติดตั้งและใช้งาน ADB และ Fastboot ใน Android SDK for Linux OS)

Customize Unity in many ways

กำลังยำ Unity อย่างสนุกสนาน

พอเล่นไปเล่นมา จึงเข้าใจทีม Ubuntu อย่างแจ่มแจ้งว่า GNOME มันไม่คือจริง ๆ เพราะจินตนาการของ Ubuntu ที่ออกมาผ่าน Unity นั้นมันที่สุดของที่สุด

เราสามารถเอา Badge ไปแปะที่ไอคอนเพื่อดูความเคลื่อนไหว ไอคอนจะดุ๊กดิ๊กถ้าเราไม่สนใจ และตัว Unity เองก็มี api ที่ทำให้สร้างสรรค์จินตนาการได้อีกมากมาย

ยินดีด้วยกับ Ubuntu ที่ให้กำเนิด Unity

After install Ubuntu Natty

ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 10 things to do after installing Ubuntu 11.04 ที่ OMG!Ubuntu! เลยอยากเขียนของตัวเองบ้าง

  1. เปลี่ยน Source ของ Repo ที่ต้องการแล้ว Update มันซะ
    เมนูในการเปลี่ยนไปซ่อนที่ Ubuntu Software Center อยู่ที่ Edit > Software Sources
  2. ติดตั้ง aptitude
    ผมเลือกใช้ aptitude เพราะว่ามันจัดเต็ม ไม่กั๊ก และทำให้การติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานนั้นสมบูรณ์ เพราะมันจะติดตั้งอื่น ๆ ที่ Recommended มาด้วย ผิดกับ apt-get ที่ติดตั้งแต่ Dependency ที่จำเป็นเท่านั้น ว่าไป apt-get นั้นกระชับกว่า แต่ปัญหาคือ เมื่อต้องทำอะไรที่หลากหลายขึ้น มันต้องติดตั้งเพิ่มอีก เวิ้นเว้อ ผิดกับ aptitude ที่ดึงทุกสิ่งที่ “ควรจะมี” มาทีเดียวจบ ในยุคที่ HDD ความจุเหลือเฟือ ไม่ต้องกลัวมันเทอะทะหรอกครับ
  3. ติดตั้ง Codecs ที่จำเป็นในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ
    ผมใช้ Gstreamer ทั้งหมด คือ bad, ugly (multiverse ด้วยทั้งคู่) ดูหนังฟังเพลงได้ครอบจักรวาลแล้วนะ
  4. ติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็นต่าง ๆ
    ในข้อนี้แล้วแต่ศรัทธา ที่ขาดไม่ได้เลยก็ VLC, SMPlayer, Ubuntu Tweak, CCSM, GIMP, VirtualBox, etc.
  5. เปลี่ยนขนาดฟ้อนต์
    ไปที่ Appearance >  Fonts > Details ของผมปรับให้เหลือ 86 ชอบประมาณนี้ ถ้าใครคิดว่ามันใหญ่ไป เล็กไป ก็เข้าไปปรับ Resolution ของฟ้อนต์ได้ที่นี่ หรืออยากให้ระบบ Hinting ที่ต่างออกไปก็ที่เดิม
  6. ติดตั้ง Nautilus Elementary
    กล่าวโดยง่าย คือทำให้หน้าตาของ Nautilus File Browser คล้าย Finder ของ Mac OS X มากขึ้น ลดความเทอะทะเดิม ๆ จาก GNOME ลง สวยมาก ขาดไม่ได้ เพิ่ม ppa:elementaryart/elementarydesktop ใน Software Sources แล้ว Update มันซะ จากนั้นจะมีการแจ้งเตือนให้อัพเดท Nautilus แค่นี้ก็ได้ Nautilus หน้าตาดี สวยโดดเด้งแล้ว
  7. ปรับแต่ง Compiz ให้สะดวกใช้
    พอดีว่าผมชินกับการเหวี่ยงเม้าส์ดังนี้ (บน ขวา) โชว์หน้าต่างทั้งหมด (ล่าง ขวา) โชว์ Desktop ก็ปรับโดยใช้ Ubuntu Tweak ก็ได้ ง่ายดี ไปที่ Compiz Settings หาจากเมนูด้านซ้ายใน Ubuntu Tweak ก็ปรับได้ตามใจชอบ ทีนี้การเปลี่ยนหน้าต่าง การโชว์ Desktop ก็ง่ายแค่เม้าส์เหวี่ยง อ้อ! ส่วนนี้จะปรับได้ต้องติดตั้ง CCSM ก่อน ไม่ต้องกังวล เพราะถ้าเราไม่ได้ลงไว้ก่อน เมื่อมาที่เมนูนี้ Ubuntu Tweak มันจะให้ติดตั้งก่อนใช้ ลืมยังไงก็ไม่พลาด (เพราะไม่งั้นก็ปรับไม่ได้)
  8. หา Theme และ Icon สวย ๆ มาใส่
    ด้วยเดิม ๆ ไม่ชอบใจ อยากได้สวย ๆ ก็เชิญที่ Gnome-look.org เลยจ้า

พอละครับ แค่นี้ก็พอใช้แล้วนะผมว่า (สำหรับตัวเองอ่านะ) เพราะเพียงแค่นี้เราก็สามารถดูหนัง ฟังเพลงได้ (เกือบ) ทุกฟอร์แมต (จริง ๆ) สามารถทำงานเอกสารได้ สามารถใช้ virtual machine ได้ ปรับแต่ง Ubuntu ให้ Usability เป็นไปตามสไตล์ของเรา เปลี่ยนหน้าตาได้ถูกใจ

จริง ๆ ไม่ยากหรอกครับ การทำก็คล้าย ๆ กับเวอร์ชั่นที่ผ่านมา ที่ยากที่สุดสำหรับ Ubuntu 11.04 ก็คือการเรียกโปรแกรมนี่ละ เข้าถึงไอคอนย๊าก ยาก ไปทุ่มเทกับเทคนิคการเรียกไอคอนให้ไว ให้ถูกใจดีกว่าเนอะ อิอิอิ