เปลี่ยนมาใช้ openSUSE 11.2 ละครับ

เริ่มเบื่อ Ubuntu แบบว่ามันจำเจ และอยากเรียนรู้บ้าง อะไรบ้าง

การติดตั้งก็ง่าย ๆ สไตล์ Ubuntu แล้วครับ จากเดิมการคอนฟิกจะมาอยู่หลังติดตั้ง เดี๋ยวนี้พี่ท่านให้กรอกเท่า Ubuntu เกือบจะเป๊ะตั้งแต่ก่อนติดตั้ง บู๊ตหนึ่งครั้งมันจะคอนฟิกอัตโนมัติแล้วใช้ได้เลย ก็ดี ๆ

ปัญหาต่อมาคือเรื่อง Font Hinting ที่เข้าขั้นเลวร้าย แก้กันหลายเสต็ปมาก ๆ

1. ทำตามลิ้งค์นี้ (สำหรับ 11.2)

2. ติดตั้ง msttcorefonts (หากหาใน Software Manager ไม่เจอก็ไป 1-Click Install)

3. ใน Firefox ให้เปิด about:config ที่ช่อง Filter ใส่ gfx จะเจอ gtx.use_text_smoothing_setting ดับเบิ้ลคลิกมันจะเปลี่ยนค่าจาก false เป็น true

เรียบร้อยแล้วครับ แต่ก็ยังอ่อนโยนไม่เท่า Ubuntu นะ ถือว่าเน้นกันคนละแบบ ..

……………………….

เรื่องต่อมาคือ Repo ของ openSUSE นั้นต้องอาศัยการ add เยอะมาก การไป 1-Click มาทีนึงก็คือการพ่วง Repo นั้น ๆ เข้ามาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะเกิดปัญหาเวลาเปิด Software Manager เพราะมันจะโหลดทุก Repo ทุกครั้ง นั่งรอกันพร้อมกินมาม่าได้เป็นชาม ๆ ถ้าเน็ตไม่เร็วจริง อันที่จริงไปยกเลิกการ Auto Refresh ก่อนเปิด Software Manager ก็ได้ แต่คุณต้องอัพเดท Repo เองบ่อย ๆ (จาก Command Line ก็ได้) ไม่งั้นเข้าไปทีจะกลายเป็นแดนสนธยา มีแต่ของเก่าไม่ทันสมัย

ความประทับใจคือมันไม่ค่อยมีกรรมเมื่อเทียบกับ Ubuntu Karmic ส่วน Banshee นี่ก็ป่วยเหมือนเดิม ช่างหัวมันใช้ Songbird แทนถาวรไปแล้วทั้ง Windows และ Linux หาวิธีใช้ Cairo Dock ได้แล้ว (ง่ายมากโดย 1-Click) นอกนั้นสภาพแวดล้อมแบบ GNOME มันก็ครือ ๆ กันทุกดิสโทร จะมีก็แค่ YaST กับ GNOME Config ที่ยังแยกกันอยู่ บางอย่างก็ต้องไปทำพร้อมกันสองที่ มันก็ไม่ All-in-One เหมือนสาย Debian อะเนอะ ช่างมัน ๆ ไม่ได้หนักหนาเท่าไร

ถ้าใช้ openSUSE ไปซักพักนึง เอาซํกเดือนนึงเต็ม ๆ ได้ก็ถือว่าน่าจะผ่าน ก็จะเหลืออีกหนึ่งหน่อที่ลองกี่ทีก็ท้อทุกทีอย่าง Fedora ไม่รู้ทำไมมันอัพเดทไม่เคยได้เลยก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้จะไปถามใคร ถามพี่กู๋ก็อะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะแก้ปัญหาได้เลย เซ็งเป็ด

ใช้ยากใช้เย็น : openSUSE

เป็นบล็อกชื่นชม openSUSE 555+

……………………………………………….

วันนี้ได้เปลี่ยนเวอร์ชั่นของ openSUSE จาก 32 bit ไปเป็น 64 bit เนื่องจากรู้สึกว่าตัว i586 หรือ 32 bit ของ openSUSE มันอืดผิดปกติ

.

.

เล่าความลำบากให้ฟังละกันนะครับ

1. ติดตั้งเสร็จ Wifi ใช้ไม่ได้ ต้องติดตั้ง MadWifi เอง ทำตามเสต็ปง่าย ๆ ในเวบของ openSUSE ก็ไม่ได้ ต้องควานหาวิธีการเอง (คอมไพล์เองอีกตะหาก) อีกทั้งต้องติดตั้ง kernel source ก่อน .. วุ่นวายมากมายมหาศาล

2. อัพเดท GNOME จาก 2.24 ไปเป็น 2.26 ถึงแม้จะมี 1-Click Install ให้ใช้ แต่ก็ไม่ได้เกิดผลดีอะไร เพราะดันเอ๋อเหรอไม่สมบูรณ์ (GNOME 2.26 ใช้ชุด GTK เวอร์ชั่น 2.16 แต่ openSUSE มีแต่เวอร์ชั่นเก่า 2.10 ผลคือ Theme พังพินาศ ต้องตามล่าหามาเอง ลงยากอีกตะหาก)

3. ทุกอย่างจะต้องไป 1-Click Instasll ซะหมด เพราะใน Repo มันไม่อัพเดทซักเท่าไร

4. Forum ของ openSUSE ดุมากกกก (ต่างประเทศนะ)

5. ช้า .. เอ๋อ .. ค้าง .. แฮ้งค์ .. สารพัดจะเจอ เน็ตไม่แรงนี่หมดสิทธิ์กันไปเลยเหอะ

6. เมนูโปรแกรมใช้ยาก มันเหมือนจะง่ายนะ แต่ใช้เวลาหาโปรแกรมที่ต้องการนานมาก สับสนอลหม่าน

7. zypper สู้ apt ไม่ได้ (อย่างแรง)

8. rpm มีแพคเกจที่จำเป็นต้องใช้อย่างแรงในชีวิตน้อยกว่า deb

9. Software Management ยังสู้ Synaptic ไม่ได้ในทุกกรณี

10. YaST, Control Centre และ Application ซ้ำซ้อนกันมาก ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือน Ubuntu

.

.

10 ข้อนี่เยอะนะเนี่ย (ตอนแรกนึกว่าจะหมดตั้งแต่ข้อที่ 5 แต่เขียนไปเขียนมาชักเยอะแหะ

เล่าเหตุอีกครั้ง มันเกิด ณ Ubuntu 9.04 เมื่อสองสามวันก่อน (หลัง RC 1 วัน) อัพเดทปุ๊บ Compiz พังกระจุย! ซึ่งรอแล้วรอเล่ามันก็ไม่ยอมแก้บั๊คซะที โมโหหิวย้ายมาใช้ openSUSE ซะงั้นเลย …

ก็คงใช้ openSUSE ไปเรื่อย ๆ จนกว่า Ubuntu จะส่งแผ่นมาให้ล่ะครับ (แล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็ต้องไปโหลด 64 bit ใช้เองอยู่ดี)

Moving to OpenSUSE

เป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้าย ณ วินาทีนี้ เนื่องมาจาก Ubuntu 9.04 RC ดันมาแป้กตรงที่เอา Compiz ที่มีบั๊คกับการ์ดจอของผมมาใช้ซะงั้น ไม่ไหวจะเคลียร์จริง ๆ รู้สึกว่ามันไม่เวิร์กยังไงบอกไม่ถูก (พูดตรง ๆ ว่าก่อน RC เสถียรกว่านี้มากมาั

ย้ายมา OpenSUSE เพราะดูแล้วง่ายกว่า Fedora จะให้ย้ายไปใช้ Mint ก็ไม่ไหวตรงที่มันอิงกับ Ubuntu 8.10 ซึ่งเก่าแล้วไง .. อยากใช้ Gnome 2.26 ด้วยล่ะครับ เลยต้อง OpenSUSE เท่านั้น

ตอนนี้ก็แก้ปัญหา Wireless ติ๊งต๊อง AR242x ได้แล้ว ง่าย ๆ คือต้อง Blacklist ไอ้เจ้า ath5k เสียก่อน ไม่งั้นมันจะมองไม่เห็นไดร์เวอร์ ลองแล้วเรียบร้อยใช้งานได้ จึงปักหลักใช้งาน OpenSUSE ต่อไป จนกว่า Ubuntu จะแก้ปัญหาได้อะนะ

.

.

พูดถึง Ubuntu แล้วก็คันปาก เรื่องมันเกิดที่ชุมชนไทย ๆ เนี่ยแหละ จะว่าไปมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับต่างประเทศหรอก แต่ต้องเข้าใจนิดนึงว่าที่นี่คือประเทศไทย จะคิด จะพูด จะตอบอะไร ช่วยคิดว่า “ช่วยเหลือคนไทย” ด้วยกันนิดนึง ถ้าคนพวกนี้ทำงานบริการก็จะเรียกว่า “ไม่มี Service Mind” ครั้นจะไปพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะคนพวกนี้ก็แหกปากอยู่ปาว ๆ ๆ ว่าช่วยเหลือนะเฟ้ย ไม่ได้เงินหรืออะไรตอบแทน ก็.. ของฟรีก็งี้แหละครับ อย่าไปหวังมาก อยากได้บริการดี ๆ ก็จ่ายตังค์สิ Linux ที่ซื้อ Support ได้ก็ถมเถ หรือไม่งั้นก็ใช้ Windows แท้ไปซะก็หมดเรื่องหมดราว ช่างพันธ์ทิพย์แก้ไม่ได้ก็โทรไปด่า Microsoft ประเทศไทยให้สะใจไปเลย เต็มปากเต็มคำดีด้วย

เอาเป็นว่าตอนนี้ใช้ OpenSUSE อย่างไม่มีข้อตะขิดตะขวงใจใด ๆ แล้ว แม้ว่ามันจะยากกว่า Ubuntu นิดหน่อยก็เหอะ ใช้ไปจนชินแล้วคงง่ายเองแหละนะ

.

.

Go Ubuntu

ไม่รู้จะเขียนไรดี อิอิอิ

……………………………………………………….

เมื่อวานลองติดตั้ง SUSE Linux Enterprise Desktop ไป ด้วยความหวังที่ว่ามันจะ detect ไอ้เจ้า Wireless Card ยี่ห้อ Atheros เจ้าปัญหาของผมเจอ แต่ก็ไม่เจอ 555+

โหลด OpenSUSE 11.1 แบบ Live CD 64 bit มา ไร้ท์ไป 2 แผ่น แต่มันขึ้นเออเรอร์มาบอกว่าหาไฟล์ที่จะบู๊ตจาก Live CD ไม่เจอ ไม่เจอป๊ะเมิงจิ .. ใน VirtualBox ทำไมบู๊ตได้ (ฟระ) ป.ล. ทั้งแผ่นและไฟล์ iso เลยนะ

.
.
.

ดังนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่ผมรู้สึกดีที่จะแนะนำ Ubuntu คือ มันง่ายในทุกกระบวนท่า ปัญหาติ๊งต๊องอย่างนี้ไม่ค่อยมีให้เห็น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ซึ่งไม่ใช่ความใส่ใจที่มาจากแค่ชุมชนคนใช้ แต่เป็นความใส่ใจที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจระดับบริษัท (ที่ร่ำรวย) พูดง่าย ๆ คือ Ubuntu มีความ “เนี๊ยบ” ที่ดิสโทรอื่น ๆ ไม่มี (ยกเว้นตัวที่เค้าขาย) ซึ่งคำถามของผมคือ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่เปลี่ยนมาใช้ลินุกซ์ ถ้ามันมีมูลค่า มีราคาที่ต้องจ่าย แล้วทำไมเราต้องมาเรียนรู้ใหม่ ทำไมเราต้องมาอยู่ในโลกที่มีข้อจำกัด ..

เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ เอาเข้าจริงในองค์กรต่าง ๆ ที่ใช้ Linux กัน หากต้องการการซัพพอร์ตอย่างเป็นการเป็นงาน ก็มักจะใช้ Red Hat หรือ SUSE จาก Novell น้อยคนนักที่จะซื้อซัพพอร์ตจาก Ubuntu อาจจะเป็นเพราะ Canonical ไม่ได้มุ่งตลาดด้านนี้แบบเต็มสูบอย่างอีก 2 ค่ายเค้า แต่แนวโน้มในอนาคตผมคิดว่า Ubuntu จะรุกคืบตลาดเดิม ๆ ของ Red Hat และ SUSE ได้มากขึ้น เหตุเพราะความเคยชินของเหล่าบรรดาคนใช้ที่ได้รับความสะดวกสบายจาก Ubuntu ที่ดิสโทรอื่น ๆ ให้ได้ไม่มากมายเท่านี้

จุดแข็งของ Red Hat และ SUSE ที่โดดเด่น คือ การทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows ถ้า Ubuntu ทำตรงจุดนี้ได้ลื่นเมื่อไร รับรองตลาดระดับ Enterprise สะเทือนแน่นอน

เขียนอะไรก็ไม่รู้ งงตัวเอง ..