บล็อกโฆษณาแฟลชรก ๆ ซะให้หมดจดด้วย AdBlock Plus

ขายของเก่า เล่าของเดิม ไม่เพิ่มเติมความรู้อีกแล้ว แต่ก็คงต้องบอกกันไว้หน่อยละนะ แบบว่าเผื่อใครเซ็ง ๆ กับเว๊บที่ชอบยัดแฟลชบ้าแฟลชบอทำให้เปลืองเมมโมรี่อย่างหาที่สุดมิได้ (โดยเฉพาะ Firefox บน Ubuntu น๊อกสนิทศิษย์ส่ายหน้ากันเลยทีเดียว)

ตัวบล็อกโฆษณาที่ว่าก็คือ Adblock Plus ซึ่งเป็น Extension ของ Firefox มีให้ใช้กับทุกระบบปฎิบัติการ

หลักการใช้ก็ง่าย ๆ ติดตั้งเสร็จ รีสตาร์ทหมาไฟไปครั้งนึง เลือกเอาว่าจะใช้ Free filter ของที่ไหน ก็ประมาณว่าเค้าจะรวบรวมโฆษณาที่สมควรบลอกไว้ส่วนนึงแล้ว ส่วนจะบล็อกเพิ่มเองก็ได้ ทั้งแฟลช และรูปภาพธรรมดา ทำให้เราสามารถจัดระเบียบหน้าเว็บได้ในระดับหนึ่ง ไม่เปลืองเมมโมรี่ด้วย

(บล็อกเพราะรำคาญแท้ ๆ อ่ายพวกเว็บบ้าแฟลชเนี่ย ….)

Webkit Under Epiphany

เพราะ Safari ไม่ประสงค์จะพอร์ตตัวเองมาให้ชาวลินุกซ์ได้ยลโฉม เพราะ Google Chrome ก็ยังคงมอง Linux เป็นลูกเมียนอกสมรสเสมอ เพราะ Gecko และ Xulrunner นับวันก็ยิ่งเทอะทะและช้าไม่เข้าเรื่อง การถวิลหาทางเลือกใหม่ ๆ จึงยังต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ในชุด GNOME Desktop จะมีโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ที่ชื่อ Epiphany อยู่ จริง ๆ ก่อนหน้านั้นก็มีตัวอื่น ๆ อยู่ด้วย แต่เอาเป็นว่าการพัฒนา ณ ชั่วโมงนี้ก็เหลือเจ้านี่ตัวเดียว

โดยปกติ Epiphany จะใช้ตัวเรนเดอร์เว็บเหมือน Firefox นั่นก็คือ Gecko ทีนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่ามีปัญหาอะไรจากภายในและภายนอกของทีมพัฒนา เลยอยากจะพอร์ต Epiphany จาก Gecko มาใช้ Webkit เป็นตัวเรนเดอร์เว็บแทน ซึ่งอันที่จริงก็ร่ำ ๆ ว่าจะเปลี่ยนชัวร์ ๆ มานานแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองหรืออะไรก็ไม่ทราบ เหตุผลหลัก ๆ เลยที่ทำให้ Webkit สู้ Gecko ได้ไม่เต็มหมัด ก็เพราะการสร้าง Add-ons หรือ Extensions ใน Webkit ยากกว่า Gecko หลายช่วงตัวนักนั่นเอง

Epiphany มี Extension ให้ใช้เท่าที่จำเป็น ก็เช่น การสร้างสคริปต์ต่าง ๆ ใช้ บล๊อกโฆษณา ใช้เม้าส์กรีดกราย (เหมือน Opera) ที่สำคัญคือ ยังไม่มีให้โหลดเพิ่มแบบง่ายดายเหมือน Firefox ทำให้ในการใช้งานจะรู้สึกสะดวกสบายน้อยลง แต่ก็แลกมาด้วยความเร็ว ไว และคล่องตัวกว่า Firefox อยู่เยอะทีเดียว

ถ้าอยากลอง Webkit บน Ubuntu หรือ Linux  อื่น ๆ ที่ไม่เอ๋อเหมือน Chrominum แล้วล่ะก็ เชิญลอง Epiphany-Webkit หรือ Midori เว็บเบราว์เซอร์แบบน้ำหนักบางเบาได้เลยครับ

ใช้ Firefox 3.5 จริง ๆ จัง ๆ แล้วง๊าบบบบบ

บล๊อกไร้สาระที่สุดแห่งวัน เดือน และปี Ignore ไปก็ได้นะ ไม่โกรธเคืองแต่อย่างใด

.

.

อันเนื่องมาจาก Mozilla daily build team ใน PPA เค้า Beta Flavored ไม่เลิกชื่นชอบของใหม่ซักที ดังนั้นพอ Shiretoko มันข้ามพ้น Beta จน Release เป็นตัวเต็มคือ Firefox 3.5 เรียบร้อย มันก็ข้ามเป็น Shiretoko 3.5.1 Pre ไปเลย ปวดตับจริง ๆ ใจคอจะไม่หยุดให้หายใจใช้ของแท้ซักครู่เลยเร๊อะ ?

(อันที่จริงมันเป็นคอนเซปต์ของเค้า ขะเจ้าผิดเองแหละไปจกของเค้ามาใช้)

ปัญหามันเกิดจากอีแบนเนอร์ข้าง ๆ นี่แหละครับ ใจต่อต้านอย่างแรง คือ แบนเนอร์ของ Firefox ตัวนี้มันฉลาดครับ มันจะตรวจจับโปรแกรมเวบเบราว์เซอร์ที่ใช้เข้ามาดู แล้วจะแสดงข้อความชักชวนที่ต่างกัน ไอ้ตอนที่ใช้ Shiretoko 3.5.1 Pre นี่แหละ มันขึ้นข้อความชวนน่าเจ็บใจ ประมาณว่า “สเปกเครื่องของคุณนี่ยอดเยี่ยมเลยนะ มาใช้ Firefox 3.5 เหอะ”

ใช้บ้าอะไรล่ะ เค้าใช้มาตั้งนานแล้ว (โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย)

.

.

อันว่าใน Firefox 3.5 สิ่งที่ชอบจนไม่กลับไปใช้ 3.0 อีกเลยก็คือ ปุ่มเปิด Tab ใหม่ที่วางไว้ตายตัวอยู่ข้าง Tab ควรจะมีมาตั้งกะนานนมมาแล้ว ไม่น่าเพิ่งมาเก็ทไอเดีย ณ ตอนนี้ เพราะปกติผมจะต้องปรับแต่ง Navigation Bar โดยการเอาปุ่ม Home ออกแล้วแทนที่ด้วยปุ่ม New Tab ตอนนี้เลยได้เก็บปุ่ม New Tab ไปถาวรเลย กอรปกับใช้ Smart Stop/Reload Button ด้วย ประหยัดปุ่มไปได้เยอะเลย ไม่เปลืองพื้นที่ด้วย สบายตาได้อีก

สิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบใน Firefox เวอร์ชั่นที่โหลดมาใช้เอง คือ มันไม่ค่อยกลมกลืนกับระบบของ Ubuntu ซักเท่าไร เช่น ไม่รับอารยธรรมเรื่องฟ้อนต์มา มันจะ Hinting แปลก ๆ แถมดูฟุ้ง ๆ ไม่เนียนตา และก็ไม่รับค่า Proxy จากระบบ ต้องกำหนดเองแบบ Manual (อันนี้ Shiretoko แรก ๆ ก็เป็น เพิ่งมาหายเมื่อไม่นานมานี้เอง)

ไม่รู้ว่า Firefox 3.5 จะเข้า Repo แท้ ๆ ของ Ubuntu เมื่อไร แต่ก็อย่างว่า จากรูปการณ์แล้วมันคงไปโผล่เป็น Default ใน 9.10 เลย นี่คืออีกข้อนึงที่เบื่อ Ubuntu คือเรื่องโปรแกรมมันไม่ใหม่ซะทีเดียว ใหม่ก็จริง แต่ถ้าไม่ล้ำเวอร์ก็ต้องคอมไพล์ใช้เอง .. แต่โดยรวมแล้วก็ยังชอบการจัดการโปรแกรมแบบ Apt อยู่นะ และที่สำคัญที่สุด ไม่มีปัญญาทำเองอย่าบ่น มีให้ใช้ก็ดีเท่าไรแล้ว อะคุ อะคุ อะคุ

บันทึกการผจญภัย OpenSUSE, Ubuntu และ Fedora

SUSE says ‘I am BEAUTIFUL … So U Don’t TOUCH Me !’

อาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้คิดนอกใจ Ubuntu ขนานใหญ่ โดยตั้งใจจะเปลี่ยนบ้าง

อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบกันว่า Gnome ทุกวันนี้มันเริ่มเทอะทะ และไม่เป็นมิตรกับเครื่องเก่า ๆ ซักเท่าไร (ซึ่งอันที่จริง Core2 Duo T8100 กับแรม 3 กิ๊ก นี่ถือว่าไหวอยู่นะ) เห็นน้อง WillWill ว่าไว้ว่า Fedora นั้นเร็วได้ใจ ส่วนพี่ gumara ก็หนีไปใช้ OpenSUSE ซะแล้ว ท่านอื่น ๆ ก็หนีไปใช้จ้าวอื่นกันบ้าง ไอ้เรารึก็ประเภทว่าขี้เบื่อ ไหน ๆ แล้วลองหน่อยละกัน

ปัญหาอย่างนึงของ JoyBook S32W LM-24 คือ มันใช้ชิปไวเรสของ Atheros ซึ่งถ้าขยับเป็น LM-25 จะเป็น Centrino แท้ คือ ใช้ชิบ Intel ถามว่าชิบ Intel ดีกว่ายังไง ก็ตรงที่ไม่ต้องมาปวดหัวกับเรื่อง Driver ไงครับ

ใน Fedora และ OpenSUSE ไม่ได้รวม proprietary มาให้ เนื่องจากว่ามันไม่ open source ซึ่งก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม Ubuntu ถึงรวมมา (นี่ล่ะมั้งที่เค้าว่ากันว่า Ubuntu นั้นเทานิด ๆ ถ้าอยากได้บริสุทธิ์จริง ๆ ต้อง Gobuntu !) หมายความว่าต้องทำหลังการติดตั้งเอง ซึ่งอาศัย EDGE จากโทรศัพท์มือถือได้ ก็เลยลองของหน่อย

ขั้นแรกกับ Fedora 10 พบว่าการใช้งานนั้นสะดวกสบายน้อยมาก … หากจะว่า Ubuntu หน้าตาประหลาดไปจากอารยธรรม Windows แล้ว Fedora นี่ยิ่งแล้วใหญ่ อันที่จริงก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่ที่แน่ ๆ เครื่องมือที่จะใช้แก้ไข Sources ในการอัพเดทโปรแกรมเองนั้นไม่มีแบบที่เป็น GUI ดังนั้นจึงต้องบอกลา เพราะเมื่อเปลี่ยนมาใช้ Update Source ในไทยไม่ได้จะมีประโยชน์อะไร ช้าตายเลย …

ต่อมาจัดการติดตั้ง OpenSUSE 11.1 ลงไป ข่าวร้ายที่ตามมาก็คือ ยังไม่มีใคร Build Package ของ MadWifi สำหรับ 11.1 ขึ้นมา และก็ไม่สามารถเอาของเก่ามาใช้ได้ เพราะ Kernel Version ต่ำกว่า ทดลองขั้นสุดท้ายคือดาวน์โหลด Source ของ MadWifi มา Compile ใช้เอง ก็ยังหาไม่เจอ งานนี้ไม่ต้องพึ่ง nDisWrapper เลย เพราะหน้าเวบของ OpenSUSE บอกไว้แล้วว่าโอกาสจะสำเร็จน้อยกว่า Compile ใช้เองเสียอีก จบกัน!

ปัญหาใหญ่ของ Linux ณ วันนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ Hardware นี่ล่ะครับ มันไม่ได้ง่ายเหมือน Windows ที่ซื้อฮาร์ดแวร์อะไรมา (เกือบทั้งหมด) ก็ใช้ได้ ไดร์เวอร์พร้อมสรรพ แต่ Linux นั้นกลับกัน คือต้องเริ่มดูจาก Linux ที่เราเลือกมันรู้จักอุปกรณ์ใดบ้าง จึงค่อยหามาใช้ ไม่งั้นซื้อมาสุ่มสี่สุ่มห้า ปวดหัวกันตายเลย …

นึกถึงคำพูดของ Mark Shuttleworth ท่านศาสดาของ Ubuntu ที่ว่าจะทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจไม่รู้ลืมอย่าง Mac ผมว่างานนี้ไม่ง่าย เพราะ Ubuntu ไม่ใช่ระบบปิดแบบเครื่อง Mac ดังนั้นทางเดียวที่ผู้ใช้จะ Feel Best ได้ระดับ Mac ได้ Canonical คงต้องทำเครื่องขายเอง (ประมาณ gOS นั่นแหละ) และที่แน่ ๆ คงต้องควบคุม Software ให้ปิดเกือบสนิทอย่างชุด iLife , iWork อะไรประมาณนั้นล่ะครับ ซึ่ง… ยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เอาล่ะ ในที่สุดก็กลับมาใช้ Ubuntu (ทั้งที่จริงตอนนี้ตะขิดตะขวงใจหน่อย ๆ แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย) และพบว่านี่ล่ะคือ Linux ที่เหมาะกับทุกคนจริง ๆ เอากันง่าย ๆ เลยคือปัญหาน้อยที่สุดเท่าที่มันจะน้อยได้แล้ว (หรือสำหรับเราคนเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้ ต้องลองกันเองนะ ;-) )