ตอนนี้ (ณ ขณะเขียน) ยังไม่เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการ แต่ก็อีกไม่นาน ส่วน Shipit ก็ยังขอกันได้อย่างละแผ่นเหมือนเดิม (แต่ถ้าไม่ได้ลำบากอะไรก็ดาวน์โหลดเอาเองเหอะครับ ได้ใช้เร็วกว่า แล้วก็ประหยัดค่า Air Mail ของ Canonical ไปได้โข)
ของใหม่ ๆ ในรุ่นนี้ก็คือธีมใหม่ 2 อัน Ambiance (สีดำ) และ Radiance (สีขาว) และ Human สีน้ำตาล-ส้มอย่างที่เคย ๆ ก็โดนอัปเปหิออกไปเป็นที่เรียบร้อย
ไอคอนชุดใหม่ชื่อ Humanity สียังส้มเหมือนเดิม (แต่แจมม่วงมาหน่อย ๆ) ในรูปก็คือ Ubuntu-Mono-Light & Dark นั่นล่ะครับ
สำหรับไอคอนของ Default Folder ก็เปลี่ยนใหม่นิดหน่อยตามภาพ
Wallpaper ใหม่ยกชุด และ Default คืออันที่สีม่วง ๆ ให้ความรู้สึกที่ Mac มาก ๆ
ในส่วนของ Notification Area ก็มีของเล่นใหม่ ๆ มาอีกเพียบ ซึ่ง Ubuntu 10.04 จะเชื่อมกับบริการ Social Network หรือบริการออนไลน์ต่าง ๆ อย่างแนบแน่น
อธิบายจากภาพ ที่เป็นลูกศรขึ้นลงนั้นคือไอคอนของ Network Manager ในรูปเป็นการต่อผ่านแลน ถ้าจาก Wireless หรือ Mobile Connect ก็จะเป็นอีกแบบนึง
รูปซองจดหมายนั้นมีชื่อว่า Messaging Menu จะรวมบริการ Chat (Empathy), Mail (Evolution) และ Broadcast (Gwibber) เวลามีข้อความมาหาสีของไอคอนจะเปลี่ยนไป ส่วนในรูปผมเอา Xchat Indicator มาใส่ไว้ด้วย (มีให้ดาวน์โหลดจาก Repo ครับ)
ต่อมาที่เห็นเป็นเครื่องหมายกากบาทและชื่อผมนั้นเรียกว่า MeMenu จะผูกกับบริการออนไลน์คือ Gwibber และ Empathy เช่นถ้าเราอัพเดทสถานะที่ MeMenu ก็จะไปปรากฎที่ Social Network ที่เราเชื่อมไว้และสถานะใน Empathy จะเปลี่ยนตามไปด้วย และในส่วน MeMenu ยังสามารถเข้าใช้บริการ Ubuntu One ซึ่งเป็นบริการซิงค์ไฟล์ได้จากตรงนี้เลย (ยังไม่เวิร์กเท่าไร ณ ขณะนี้ใช้ Dropbox จะดีกว่า)
ปุ่มขวาสุดนั้นเป็นปุ่มปิดเครื่องธรรมดา ซึ่งก็ใช้งานได้ทั้งเปลี่ยน Session หรือ Log Out ปิดเครื่อง รีสตาร์ท ตามเรื่องตามราว ที่สำคัญเมื่อก่อนเวลามีอัพเดทใดที่ต้องการให้เริ่มระบบใหม่มันจะมีข้อความ เช่น ป๊อบอัพขึ้นมาเตือน แต่ตอนนี้ไม่แล้วครับ ที่ปุ่มปิดเครื่องนั่นล่ะมันจะเปลี่ยนจากสีเดิมเป็นสีใหม่ เช่น สีแดง พอกดแล้วจะเจอข้อความ Require Restart อะไรประมาณนี้
ของใหม่ ๆ ก็มีเช่น Ubuntu จะเปิดร้านขายเพลงออนไลน์แล้ว ตอนนี้มีมาให้ใน Rhythmbox เรียบร้อย เพลงยังไม่เยอะเท่าไร ถ้าจะซื้อจริง ๆ จัง ๆ จากที่อื่นจะดีกว่า
นอกจากใน Rhythmbox ก็จะมี Ubuntu One Music Store ตามมาในอีกหลาย ๆ โปรแกรมฟังเพลง อย่างตอนนี้ก็มีใน Community Plugin ของ Banshee แล้ว อีกไม่นานคงเป็นตัว Official จาก Canonical แล้วล่ะครับ (ไม่ต้องรีบมีก็ได้ ก็มันยังใช้ได้ไม่ดีเท่าไรนี่เนอะ)
ในส่วนของการจัดการของโปรแกรม Add/Remove ของ GNOME นั้นถูกแทนที่ด้วย Ubuntu Software Center ซึ่งข้อเสียมาก ๆ เลยคือมันติดตั้งได้แค่ทีละโปรแกรม แต่ถ้ามองว่าสำหรับมือใหม่ใสกิ๊กที่เพิ่งมาจับ Ubuntu ก็คงไม่เป็นไรหรอก ออกจะไม่งงซะด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้มีข้อถกเถียงกันเรื่อง Canonical จะขายซอฟท์แวร์ (คนด่าก็หลับหูหลับตาด่า ไม่ได้ดูบ้างเลยว่าโปรแกรมที่เขาจะขายก็คือที่เขาขายกันปกติอยู่แล้ว แค่ Canonical ทำช่องทางให้ซื้อได้ง่าย ๆ และมั่นใจในการใช้งานมากขึ้นแค่นั้นเอง) คำว่า “Get Free Software” เลยเปลี่ยนมาเป็น “Get Software” เฉย ๆ อย่างในภาพ แล้วที่เห็น Source เยอะ ๆ นั่นเพราะผมไปเพิ่ม PPA มันเลยแยกให้ซะถี่ยิบเลย ส่วนด้านของ Installed Software ก็คือที่ติดตั้งอยู่แล้ว เอาออกได้จากตรงนี้เลย และแน่นอนว่าถ้าท่านใดไม่สะดวกใจกับของใหม่ Synaptic ก็ยังอยู่ให้ใช้เหมือนเดิม ส่วนจะผ่าน Terminal ก็ไม่ผิดกติกาใด ๆ อันที่จริงก็เร็วกว่า GUI ใด ๆ ทั้งปวงนะผมว่า .. อิอิอิ
ด้านโปรแกรมใหม่ ๆ ที่เพิ่มมา (และหายไป) ก็มีคร่าว ๆ ดังนี้
- Pitivi ซึ่งเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ (ใช้ GStreamer) มาแทนที่ GIMP จะว่ามาแทนก็ไม่ถูก เหมือนเป็นการเพิ่ม Pitivi แล้วเอา GIMP ออกไปต่างหาก
- การตกแต่งภาพให้ใช้ F-Spot แทน แค่ปรับสี เอาตาแดงออกไรงี้ มันยังไม่ Advance เท่า GIMP ก็ยังต้องลงเพิ่มอยู่ดี
- โปรแกรม Disk Utility ตัวใหม่ หน้าตาแบบนี้ Mac ชัด ๆ ใช้จัดการกับ Harddisk และ Partition ต่าง ๆ
และที่สำคัญที่สุดคือ ปุ่ม .. สังเกตุมั๊ยครับว่ามันไปอยู่ซ้ายหมด ไม่ได้ย้ายเองนะ คือ Ubuntu เค้าจัดให้อย่างนี้เลย Mac มาก ๆ (ย้ายกลับไปขวาเหมือนเดิมก็ได้นะ)
นอกนั้นก็เดิม ๆ ครับ แต่โดยภาพรวมแล้วเวอร์ชั่นใหม่นี้แม้กระทั่งโลโก้ก็เปลี่ยนไปเยอะมาก
ผู้ใช้หน้าใหม่ ๆ มาเจอรูปลักษณ์แบบนี้โดยเฉพาะผู้ย้ายมาจาก Mac คงจะปรับตัวได้ไม่ยาก และดูน่าใช้ขึ้น ส่วนผู้ใช้หน้าเดิมความคุ้นเคยอาจจะหายไป เช่น GIMP ต้องมาติดเพิ่มเอง ปุ่มย้ายข้างแล้วกดผิดกดถูกเป็นประจำ (ผมเองก็กดปิดหน้าต่างโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อย ๆ แต่ของอย่างนี้มันฝึกกันได้) และดูทันสมัยมากขึ้น
สำหรับ Ubuntu 10.04 จะเป็น LTS หมายความว่าซัพพอร์ตกันยาวนานอีกแล้ว 3 ปีสำหรับรุ่น Desktop และ 5 ปีสำหรับ Server ส่วนเรื่องไหนที่หลายคนติดค้างอยากได้ อยากลดอะไร ก็ลองไป Ubuntu Brainstorm ระดมความคิดให้เค้าได้ครับ จะได้ถูกอกถูกใจและใช้งานกันอย่างมีความสุขสวัสดีทวีมรรคผล (เอ้า กราบ!)
ป.ล. สังเกตุว่าในหลาย ๆ โปรแกรมจะไม่มีเมนู คือผมใช้ gnome-globalmenu น่ะครับ เมนูมันเลยหายไปอยู่บนบาร์แทนในโปรแกรม ทั้งนี้เฉพาะโปรแกรมที่เขียนโดย GTK+ เท่านั้นนะครับ ถ้าอย่าง Firefox หรือ VLC ที่ไม่ได้เขียนด้วย GTK+ จะใช้งานไม่ได้









