ภาคแรก ก็กล่าวไว้เยอะพอสมควร (ในลักษณะที่ว่าใช้ลินุกซ์จนชิน) และหลังจากเขียนภาคแรกไปนั้นก็ใช้ Windows 7 ต่อมาอีกหลายวันอยู่ เนื่องจากต้องพิมพ์วิทยานิพนธ์ด้วย ซึ่งปัญหาของ OpenOffice.org คือ ฟอร์แมตหรือการจัดรูปแบบย่อหน้ามันแปลก ๆ ในขณะที่ MS Office 2007 มันจัดง่ายกว่า และปัญหาเรื่องไดรฟ์เวอร์ของพริ้นเตอร์ที่ทำงานมันไม่มีของลินุกซ์ (RICOH ห่วยมาก) เลยไปทำบน Windows ซะให้จบ ๆ พอเสร็จปุ๊บกลับมาใช้ Ubuntu แทบไม่ทัน 555+
เริ่มเลยละกันนะครับ
1. การสลับหน้าต่างโปรแกรม แม้ว่า Superbar ของ Windows 7 มันจะล้ำ แนวมาก และค่อนข้างอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะ Jump List ที่ส่วนมากใช้ได้กับโปรแกรมของ MS ที่ผมไม่ใช้ ดังนั้นการใช้งานมันจึงยังเป็นแค่เพียง Task Bar แม้ว่าจะตั้งชื่อให้สวยหรูซักเพียงใด แต่มันก็สู้การสลับหน้าต่างด้วย Expose แบบ Mac ไม่ได้อยู่ดี เพราะ Task Bar นั้นเราต้องย้ายสายตาลงไปด้านล่างของจอ (หรือใครจะย้ายไปด้านบนมันก็ต้องเลื่อนลูกตาอยู่ดี) แต่ Expose แค่เหวี่ยงเม้าส์มึน ๆ มันก็เลือกได้แล้วว่าอยากจะย้ายไปหน้าต่างไหน ไม่ต้องหลุบลูกตาขึ้นลง .. (ใน Ubuntu ผมใช้ Compiz เหวี่ยงได้เหมือนกัน)
2. ไฟแสดงสถานะของภาษา ใน GNOME จะตั้งได้ว่าถ้ามีการสลับไปใช้ภาษาที่สองจะให้ไฟที่ Caps Lock, Scroll Lock หรือ Num Lock ติดขึ้น เป็นอันรู้กันว่าเปลี่ยนไปเป็นอีกภาษานึงแล้ว ข้อดีคือไม่ต้องย้ายลูกตาไปมองด้วยซ้ำ เพราะแสงมันแยงตาอยู่แล้ว และชัดมาก ส่วน Windows 7 นั้นแสดงไว้ที่ Task Bar ไม่มีความโดดเด่นใด ๆ เลย ต้องเพ่งลงไปมอง หรือเบาที่สุดก็ต้องย้ายลูกตาเหลือบไปมองอยู่ดี
3. Aero Snap ที่ผมบนเรื่องการสั่ง Alway On Top ของทุกหน้าต่างไม่ได้เหมือน GNOME นั้น พอดีไปค้นพบว่ามันสามารถเหวี่ยงหน้าต่างไปซ้ายจะได้ครึ่งหน้า ขวาได้อีกครึ่ง เท่ากับแบ่งครึ่งทำงานได้เลย สะดวกมากตอนพิมพ์วิทยานิพนธ์ครับ เพราะผมสามารถอ่านจาก PDF แล้วพิมพ์ใน Word ได้เลยโดยไม่ต้องสลับที่ Task Bar แต่ปัญหาคือเมื่อเจอหน้าต่างที่ 3 Aero Snap จะไม่สามารถแบ่งจอให้ได้แล้ว ก็ต้องแบ่งเองด้วยมือตามปกติ ดังนั้น การสั่ง Alway On Top กับทุก ๆ หน้าต่างได้จึงยืดหยุ่นมากกว่าอยู่ดี
4. การติดตั้งและอัพเดทโปรแกรม (อีกแล้ว) นอกจากการสรรหาโปรแกรมที่ลินุกซ์น่าเชื่อถือมากกว่าและสะดวกกว่า ยังรวมไปถึงระบบการอัพเดทโปรแกรมในเครื่องด้วย ถ้าเทียบกันที่ระดับเคอร์เนล ทั้งลินุกซ์และ Windows ไม่แตกต่างกัน แต่ลินุกซ์นั้นสามารถอัพเดทโปรแกรมทั้งที่อยู่ในการดูแลของทีมพัฒนา หรือจากแหล่งอื่น ๆ (Third Party) ได้ภายในคราวเดียวกัน ต่างจาก Windows ที่หากต้องการอัพเดทอะไรที่ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Microsoft แล้ว ผู้ใช้จำเป็นต้องจัดการเอง ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยคำสั่งเดียวเหมือนลินุกซ์
5. Click to run VS Command to run Windows นั้นมี GUI ที่เข้มแข็ง สามารถครอบคลุมงานที่ต้องใช้คำสั่งพิมพ์มือได้เกือบทั้งหมด ซึ่งการออกแบบโดยแนวคิดการใช้เม้าส์นั้นเหมาะกับยุคสมัยที่โปรแกรมไม่เยอะ ไม่มีความซับซ้อน และความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้ยังไม่มากนัก ปัญหาของการใช้เม้าส์ค้นหาและคลิก คือมันจะสลับซับซ้อนมากถ้าเราจำไม่ได้ว่ามันอยู่ตรงไหน และจะต้องเรียนรู้ใหม่ทุกครั้งเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนค่าปกติ (ที่ระบบตั้งมา หรือที่ผู้ใช้ตั้งไว้ใช้เอง) ดังนั้นใน Windows 7 จึงเริ่มใส่ช่อง Search ซึ่งใช้งานเป็นคำสั่ง Run ได้ด้วยมาที่ Start Menu เลย ในขณะที่ลินุกซ์นั้น หาก GUI มันตอบสนองช้า เราสามารถสั่งมันด้วย Command Line ได้ทันที แม้ว่ามันจะไม่เหมาะกับมือใหม่ แต่มันเหมาะกับคนใช้งานครับ เพราะถ้าใช้งานจริง งานเร่งจริง อะไรจริง แล้วต้องย้ายมือจากคีย์บอร์ดไปจับเม้าส์ หรือย้ายนิ้วมา Touch Pad กับกด ALT+F2 แล้วสั่งมันไปเลย ประการหลังจะเร็วกว่า แน่นอนว่ามันคงไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้แน่กับผู้ที่ไม่คุ้นเคย และข้อนี้ก็เป็นเพียงแนวคิดของผมเท่านั้น กรุณาอย่าเอาไปอ้างอิงที่ไหน ใครใช้ย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด เลือกที่เหมาะกับตัวเองละกันครับ
6. Windows Explorer “No Tab” มันจะดีมาก ๆ ถ้ามี Tab ขอเถอะ ให้มันหน้าต่างเดียวจบจริง ๆ จะเป็นพระคุณอย่างสูง
7. Start Menu ที่รกที่สุด สำหรับ Windows เมื่อติดตั้งโปรแกรมใด ๆ ลงไปมันจะไปกองอยู่ที่เดียวกันหมด นอกจากโปรแกรมพื้นฐานที่มากับระบบปฏิบัติการเท่านั้นที่จะแบ่งหมวดหมู่ให้ ข้อดีคือสามารถไล่หาโปรแกรมตามอักษรได้เลย ส่วนข้อเสียคือ คนใช้ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโปรแกรมนั้น ๆ จะไม่รู้ว่ามันคือโปรแกรมอะไร ใช้งานประเภทไหน โดยเฉพาะโปรแกรมที่ชอบสร้าง Shortcut แบบเอาชื่อบริษัทขึ้นก่อนนี่ตัวดี คนใช้ไม่ได้ Expert หรือ Average ไปซะหมดนะครับ (แต่ก็อย่างว่า โปรแกรมบน Windows มันหมื่นพ่อล้านแม่ MS คงไม่สามารถรวบรวมทุกโปรแกรมที่มีโอกาสติดตั้งบน Windows และจับมันแยกประเภทให้ได้หรอก ต้องทำใจ)
8. เปลือง RAM ที่สุด ว่าจะไม่บ่นแล้วนะเนี่ย เพราะคิดในอีกมุมนึงก็คือ ทรัพยากรเรามึตั้งเยอะ ใช้มันให้คุ้มจะเป็นไร เพราะงานหนักแบบโพด ๆ Windows 7 ก็เอาแรมผมไปแค่ 2 กิ๊กนิด ๆ (ตอนเปิดมันเอาไปแล้วเกือบ 1.5 กิ๊ก) แต่.. 1.5 กิ๊กนี่แหละคือ Full Load ที่ Ubuntu ใช้ตอนผมทำงานหนัก ๆ (ในสภาวะงานเดียวกัน) ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันแฮะ ว่าให้มันใช้เต็มที่เพื่อความคุ้มค่าในทรัพยากรที่มี หรือให้มันประหยัด ๆ ไว้ก่อนจะดีกว่า
9. ขยันสร้างขยะ การที่ Windows พยายามจะรักษาระดับความเร็วในการใช้งานของเครื่อง โดยการสร้างไฟล์เบื้องหลังอะไรไว้มากมายเพื่อจะให้ได้ตัวเลขด้านเวลา .. แต่ต่อมาสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นขยะที่คาไว้บนฮาร์ดดิสก์ของเรา ซึ่งเราก็ต้องตามมาเก็บกวาดกันเอง อีกทั้งระบบ Registry ที่ใช้ยังสร้างภาระงานหนักให้กับหน่วยประมวลผลเมื่อใช้ไปนาน ๆ เพราะมัน Regis อย่างเดียว ไม่ Deregister ออกไปเลย (นอกจากจะเอาออกด้วยตัวเอง หรือโปรแกรม 3rd party เท่านั้น) ถ้าเทียบระบบ Registry กับลินุกซ์นั้นถือว่าเสมอกัน เพราะในลินุกซ์เมื่อถอนการติดตั้งโปรแกรม แต่ซากอารยธรรมมันก็ยังคาไว้ที่ /home ผิดกันที่ระบบการกำจัดมันง่ายกว่ากันมาก เพราะในลินุกซ์แค่ยกเลิกการซ่อน แล้วลบมันเป็นอันจบ ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไรเก็บกวาดเลย ประเด็นต่อมาคือไฟล์ขยะ ในลินุกซ์สาย Debian จะมีขยะเพียงแค่ .deb ที่เป็นไฟล์อัพเดท ปัญหาคือมันไม่มีระบบลบของเก่าอัตโนมัติ ต้องสั่งลบเอง ซึ่งก็สั่งทีเดียวเกลี้ยงเลย ยิ่งกว่านั้นลินุกซ์ในสาย Fedora หรือ SUSE ยิ่งล้ำกว่านี้อีก เพราะมันจะอัพเดทแค่เพียงส่วนที่ต่างจากของเดิมเท่านั้น ไม่ได้ดาวน์โหลดไฟล์ใหม่มาทั้งหมดเหมือน Debian ส่วนการเก็บกวาดก็ง่ายพอ ๆ กัน ดังนั้น จะใช้ Windows คงต้องขยันกวาดบ้านซะหน่อย เพราะเปิดทั้งประตูหน้าต่างโล่งไปหมด ฝุ่นเยอะโพด ๆ
…
9 ข้อซะแล้ว หุหุหุ ก็เป็นเพียงความคิดเห็นของผมเท่านั้นนะครับ ย้ำ! ว่าความคิดเห็น กรุณาอย่าเอาไปอ้างอิงที่ไหน ใครใช้อะไรแล้วมีความสุข สร้างสรรค์ผลงานจรรโลงกระเพาะและลำไส้ตัวเองได้ก็ตามสบาย ไม่ได้ชี้นำจริง ๆ นะเออ .. อิอิอิ
พี่ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่พอใจระดับหนึ่งอ่ะนะ
สิ่งที่พี่เกลียดสุดใน W7 ก็ taskbar แบบใหม่นี่แหละ บอกตรงๆ ว่าเสียเวลาในการคลิกชิปหาย แบบเดิมคลิกทีเดียวก็ไปยังหน้าต่างที่ต้องการได้ แต่แบบใหม่ไม่น้อยกว่าสองคลิก
ส่วนเรื่องการเปลี่ยนภาษาวินโดว์เหมือนกันหมดทุกรุ่น ไม่น่าใช่ประเด็นนะเป็กซ์
คนใช้งานอย่างเป็กซ์ที่รู้คำสั่ง command line เป็นส่วนน้อยนิดเดียวของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ส่วนใหญ่งูๆ ปลา ๆ เป็นแบบที่เป็นอยู่จึงเหมาะกับคนส่วนใหญ่ คนไม่ได้มีความสามารถ/โอกาส/เวลา ในการเรียนรู้เท่ากัน โปรดทำใจ
ประเด็น Start Menu พี่ค่อนข้างชอบแบบที่เป็นอยู่มากกว่า สำหรับพี่มองว่าง่ายต่อการเข้าถึง เราติดตั้งอะไรไปเราต้องรู้เอง ไม่ใช่หน้าที่ของ OS อีกอย่างการจัดเรียงแบบกลุ่มก็มีปัญหาอีกระดับคือ เพิ่มจำนวนการคลิกหาโดยไม่จำเป็น ยังไงก็ตามปัญหาแบบนี้จัดการได้ โดยการสร้างโฟลเดอร์เป็นหมวด ๆ เอง แล้วลากโปรแกรมในหมวดนั้น ๆ ไปไว้ คุณสมบัติแบบนี้มีมาตั้งแต่ XP ตะก่อนพี่ก็ทำแบบนี้
จ้า .. พี่เน ก็ถึงบอกไงว่าความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ มันเป็นความเคยชินส่วนบุคคลล่ะเนอะ ผมเองก็คิดว่าข้อดีมันก็มีเหมือนกัน แต่ที่ไม่เขียนถึงเพราะใคร ๆ ก็เขียนกันแต่ข้อดีไง และที่สำคัญมันห่าง Windows มานานด้วย พอต้องไปใช้เต็มสูบปุ๊บ .. โห ไม่ถนัดมืออย่างแรง (โดยเฉพาะการเหวี่งเม้าส์เปลี่ยนหน้าต่าง ทำเอาเอ๋อไปเลย หุหุหุ)
ผมว่าข้อเสียบางอย่างที่คุณว่ามามัน มีทางแก้ง่ายๆ มากๆ ครับ เพี่ยงแต่ว่าคุณไม่รู้เท่านั้นเองครับ แล้วมาพูดว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าให้ผมไปใช้ linux ผมก็อาจจะบอกว่าข้อเสียมีมากเพราะว่าผมก็ไม่รู้ว่ามันมีทริ๊คอะไรบ้าง ทำอย่างไร อย่าที่เป็นการแบ่งหน้าจอ ให้มีขนาดเท่าๆ กันมันก็มี ทริ๊คอยู่ แต่ผมไม่อยากบอกหรอครับเพราะว่าคุณ เป็นประเภทลำเอียงครับ……..
***ขอโทษด้วยครับถ้าทำให้ไม่พอใจ แต่อดไม่ได้จริงๆ***
ขอบคุณครับ
ไม่ทราบว่าได้อ่านหมดมั๊ยครับ ผมบอกแล้วบอกอีกว่ามันเป็นความเห็นส่วนตัว และก็ไม่ได้ว่า Windows ไม่ดี เพียงแค่ผมใช้แล้วไม่ชอบ เพราะมันไม่สามารถปรับแต่งได้ง่าย ๆ จากโปรแกรมหรือฟังก์ชั่นที่เตรียมมาให้
กำลังจะเขียนข้อดีของ Windows 7 อยู่ ก็ .. คงไม่ถูกใจคุณอีกกระมัง ถ้ายังไงความเห็นผมมันคงไปกระตุ้นอะไรคุณสักอย่างนึง ก็ขอโทษครับ เว็บเล็ก ๆ ของผมคงไม่สามารถเยียวยาอะไรคุณได้มากไปกว่านี้ ขอโทษจริง ๆ
เห็นด้วยในหลายๆอันครับ ยกเว้นเรื่องแรม เพราะว่า ผมว่ามันกินแรมเยอะจริง แต่ 7 จัดการแรมได้ดีกว่า
เรื่องแรมผมคิดในมุมกลับว่า OS มันพยายามจะใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด
เพราะเทรนด์ของ CPU ในปัจจุบันนั้น 2 Core อัพไปแล้ว คงไม่มีใครใส่แรมต่ำกว่า 1 GB กับ Dual Core CPU มั้งครับ (ก็ว่าไป อิอิอิ)