เครื่องมือที่ Ubuntu จัดให้แต่ไม่ได้ใช้

ลางเนื้อชอบลางยา และอาจจะเป็นธรรมชาติของคนแต่ละประเทศ ที่วัฒนธรรม ความชอบ ทัศนคติต่างกัน และที่สำคัญ Ubuntu นั้นคนทำเค้าเป็นฝรั่งเมืองผู้ดี ที่ไม่ใช่หัวดำ ตาน้ำตาลแบบคนไทย เลยอาจจะมีอะไรที่เค้าใช้ และเราไม่ใช้มาให้บ้าง ก็ทำไงได้ เราอารยะขัดขืนได้โดยไม่ผิดกติกาอยู่แล้ว

– Evolution ไม่เคยใช้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร รวมถึงสมัยใช้ Windows ก็ไม่เคยใช้ Outlook ด้วย ตอนเรียนก็ไม่ได้เน้นเรื่องรับส่งอีเมล์มากมาย ทำงานก็ใช้ Lotus Note และผมมีความคิดว่าเอามันไว้ในเว็บนั่นแหละดีแล้ว ย้ายเครื่อง ย้ายที่ก็สบาย ๆ เลยใช้ Gmail มาตลอด

– Empathy IM Chat ของใหม่จาก GNOME ที่ Ubuntu หยิบเข้ามาซักที ไม่ใช้เพราะมันมีบั๊คกับ Proxy และหน้าตาเรียบง่ายเกิน ที่สำคัญคือ ผมใช้เฉพาะโปรโตคอล MSN ดังนั้นหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่ใช้งานลูกเล่น MSN ได้มากที่สุดดีกว่า เลยมาลงตัวที่ Emesene

– F-Spot ใช้บ้าง (ในช่วงหลัง ๆ) ข้อเสียเป้ง ๆ เลยคือ อิมพอร์ตรูปช้ามาก และไม่มีฟังก์ชั่นแก้ไขภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อดีคือ Upload ไปยังเว็บแชร์รูปดัง ๆ อย่าง Picasaweb, Flickr, Smugmug และอื่น ๆ ได้ (แค่นี้แหละที่ว่าดี) ส่วนที่เหนือกว่า Picasa อยู่จุดเดียวคือ มันจัดการ Tags ได้ ในขณะที่ Picasa เวอร์ชั่น Desktop ก็ยังงี่เง่าจัดการเป็นอัลบั้มอยู่นั่นแหละ

– Totem (Movie Player) ข้อเสียคือมัน Simple เกินไป มีความเป็น GNOME เต็มเปี่ยม คือ “ขาด” ความสุนทรี เช่น ปรับหน้าจอเป็น 16:10 ไม่ได้ เมนูคลิกขวาไม่สามารถจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับ Player ได้ คือ มันสะดวกมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการอะไรมากมาย แต่สำหรับการดูหนัง ดูคลิป ที่ให้ความสุขที่แท้จริง แนะนำโปรแกรมอื่น ๆ ดีกว่า เช่น VLC หรือ SMplayer เป็นต้น

– Rhythmbox อันที่จริงมันเพียงพอ และเหมือน iTunes แทบจะที่สุด (ถ้าไม่นับ Songbird) แต่ข้อเสียมันเหมือน iPod มาก ๆ เลย คือ “เสียง Flat” และ “ไม่เพราะ” อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว อันที่จริงมันมี EQ เป็นปลั๊กอินที่ต้องติดตั้งเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับโปรแกรมอื่น เช่น Banshee, Amarok หรือ Exaile แล้วมันไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม .. เลยใช้ Banshee แทน หน้าตาคล้าย ๆ กัน บางฟังก์ชั่นก็ง่อยกว่า แต่รักจะใช้ และที่สำคัญ “หน้าตามัน Professional ดี”

– Ubuntu One อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยได้ฝากไฟล์อะไรหรอกครับ ยิ่งด้วยจุดมุ่งหมายของ Ubuntu One ที่เหมือน Dropbox แล้วด้วยยิ่งไม่ได้ใช้ คือ ผมหิ้วโน็ตบุ๊คไปไหนมาไหนตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่มีไม่นานมานี้เกิดกรณีอยากจะฝากไฟล์ไว้ในโฮสต์ซักที่นึงให้เพื่อน ๆ เข้าไปโหลด พอดีว่าไฟล์มันเล็กมากไม่กี่กิโลไบรต์ เลยนึกถึงบริการแนวนี้ Ubuntu One ยังไม่เวิร์ก เพราะมันยังทำไม่เสร็จด้วย และเรื่องการแชร์แบบ Public นั้น Dropbox ยังทำได้ดีกว่า ที่สำคัญ Dropbox ใช้งานผ่าน Proxy ได้ แต่ Ubuntu One ทำไม่ได้ (ทำไมไม่เชื่อมเข้ากับ Network Proxy ของระบบ ไม่เข้าใจ) ดังนั้นเลยต้อง Dropbox เท่านั้น ณ จุดนี้

– Transmission โปรแกรม Bittorent Client ที่หน้าตาเรียบ (เหมือนคนดั้งแหมบ) ก่อนหน้านี้ใช้ Deluge แทน เนื่องจากหน้าตามันดูดีกว่า และบอกรายละเอียดได้ดี (หลับตาแล้วนึกถึง BitComet) แต่ตอนนี้ไม่ใช้อะไรทั้งนั้นครับ เนื่องจากไปวีนคนเช่าหอเรื่องโหลดบิตจนเน็ตล่ม ดังนั้นผมเลยต้องเลิกโหลดไปโดยปริยาย ก็ไม่เป็นไร ฝากพี่ที่ทำงานโหลดได้ครับ บ้านเค้าเน็ต 8 M และเร็วมาก (สงสัยอยู่ใกล้ชุมสาย)

(เกือบทั้งหมด อ้างอิงจาก ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของ Ubuntu 9.10 อ่านแล้วก็ขำดี)

5 thoughts on “เครื่องมือที่ Ubuntu จัดให้แต่ไม่ได้ใช้

  1. ได้ข่าว Ubuntu 9.10 ออกเมื่อวาน อยากลองใช้ดูเหมือนกัน แต่ยังหาข้อมูลไม่แน่นพอ กลัวใช้มาแล้วป้ำๆเป๋อๆ คงเก็บข้อมูลไปสักระยะก่อนอ่ะครับ

  2. @ พี่เดย์

    ผมใช้มาตั้งแต่ Alpha Beta RC อะคับ เท่าที่ลองยังไม่เจอปัญหาอะไรร้ายแรง (โน็ตบุ๊ค BenQ การ์ดจออินเทล แรมนิดหน่อย)

    ถ้าจะมีก็เรื่อง GRUB2 ที่ยังงง ๆ กะมันอยู่น่ะคับ ใช้วิธีแก้ไขแบบเดิม ๆ ไม่ได้ ช่วงนี้ผมลงแต่ Ubuntu เพียว ๆ มันเลยไม่ค่อยแสดงอภินิหารอะไร

    รอใช้ 10.04 ก็ได้ครับ เป็น LTS อีกแล้ว

  3. อืมๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ คนใช้ตามแทบไม่ทัน หรือทันคงระดับ Greek แล้วมั้งเนี่ย

  4. อันที่จริงมันไม่ใช่ว่าออกบ่อยหรอกครับ แต่การแสดงออก หรือการตลาดมันเน้นว่าให้ใหม่ตลอดเวลาก็แค่นั้นเอง

    การรีรีสทุก 6 เดือนของ Ubuntu นั้นไปผูกกับ GNOME ครับ ต้องเข้าใจธรรมชาติของ GNOME ก่อนว่า มันเริ่มมาจาก Minimalist คือ สร้าง GUI มาครอบคอมมานไลน์ ต่อมาเมื่อผู้ใช้ที่เป็น User มากขึ้น เริ่มไม่เข้าใจความ Simple จึงเป็นงานหนักของ Developer ที่ต้องมาคอยเอาใจ User ธรรมดา ก็ค่อย ๆ จูนเข้าหากันเรื่อย ๆ ล่ะครับ มันถึงต้องออกถี่ ๆ เนื่องจากเป็น Dead Line กระตุ้นทั้งคนรายงานบั๊กและคนแก้บั๊ก รวมทั้งเร่งระยะเวลาในการดำเนินตาม Road Map ให้ถี่ขึ้น ๆ จะได้น่าใช้ยิ่งขึ้น ๆ อะไรประมาณนั้น

    ว่ากันตามตรงในการรีรีสทุก 6 เดือนนั้นมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากเท่ากับเลขเวอร์ชั่นที่เปลี่ยนหรอกครับ ยิ่งธรรมชาติของ Ubuntu ที่เป็นลูกหลานของ Debian ด้วยแล้วยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องติดตั้งใหม่ด้วยซ้ำ สั่งให้มัน Upgrade ไปเวอร์ชั่นหน้าก็ได้ อย่างที่บอกว่ามันต่างกันแค่เลขเวอร์ชั่น การอัพเกรดก็เหมือนเราดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมที่ใหม่กว่าเดิม ความต่างมันอยู่ที่การอัพเกรดข้ามเวอร์ชั่นนั้นมักจะยิ่งใหญ่ เปลี่ยนเยอะ อาจจะทำให้โปรแกรมที่เราติดตั้งเพิ่มเติมจากของเดิมมีปัญหา เนื่องจากของเดิมอาจจะยังพัฒนาไม่ทันระบบใหม่

    ดังนั้นจะใช้รุ่นเว้นรุ่นก็ได้ในกรณีที่มีงานคั่งค้างในเครื่องมาก ๆ ไม่ต้องการติดตั้งใหม่บ่อย ๆ เพราะการซัพพอร์ดของแต่ละเวอร์ชั่นก็ครอบคลุมให้ข้ามรุ่นได้อยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่มีของใหม่ ๆ ใช้ไป 6 เดือน ซึ่งของใหม่ก็ไม่ใช่ว่าดีเสมอไปในเงื่อนไขที่ว่าของเก่าไม่ได้สร้างปัญหา และใช้งานได้ (เห็นได้จากพวกที่ยึดติดกับ Windows XP)

  5. อืมๆ เข้าใจล่ะครับ อย่างว่าแหละนะ ออกใหม่อิงตลาด จะได้มีคนพูดถึงบ่อยๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>