I Will Get …

Software ลิขสิทธิ์ อิอิอิ

1. Windows 7 เวอร์ชั่น Home (ถ้ามันมี) กำลังคิดว่าจะเอามาใช้กับ BenQ เครื่องนี้ แต่ถ้าซื้อแบบ OEM มาก็ซวยรับประทานถ้าจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ หรืออาจจะรอให้มันมาพร้อมโน๊ตบุคเครื่องใหม่ไปเลย .. (น่าจะดีกว่า ระหว่างนี้ก็ให้ Ubuntu handle ไปก่อน)

2. Microsoft Office ชุดที่มี Word, Excel, PowerPoint เอามาใช้เรียน และทำเกี่ยวกับงาน

3. Nod32 Antivirus เนื่องจากพบว่าโปรแกรม AntiVirus ของฟรีนั้น ฟังก์ชั่นมันเปลี้ย ๆ ไม่มากก็น้อย ซึ่งการใช้งานในบริษัท (เป็นเครื่องหนึ่งในวงแลน) จะอันตรายมากหากไม่ใช้โปรแกรม AntiVirus ที่มีความสามารถป้องกันในจุดนี้

ทั้งหมดข้างต้น จะไม่เกิดขึ้น ถ้าบังเอิญโน๊ตบุคเครื่องต่อไปเป็น Macbook – -’

1. Mac OS และชุด iLife กว่าจะซื้อ ก็คงเป็น Snow Leopard และ iLife ’09 มาพร้อมแล้ว ราคารวมอยู่ในค่าเครื่องเรียบร้อย

2. iWork ไม่ได้เห่อ หรือคิดว่า Apple เจ๋งกว่า แต่ไม่มีปัญญาซื้อ MS Office for Mac จริง ๆ – -’

(อันที่จริง ซื้อ Macbook ค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่านะ ถ้าเทียบกับซื้อโน๊ตบุคที่ได้ลิขสิทธิ์ Windows อย่างน้อยของที่ได้จาก Macbook คือแผ่นติดตั้ง OS X แต่ Windows OEM นั้น MS ติดตั้งมาให้เรียบร้อย ซึ่งอย่างดีก็ได้แค่แผ่น Recovery ในทางปฏิบัติไม่ต่างกัน แต่เรื่องคุณค่าทางจิตใจมันผิดกันเยอะ..)

ป.ล. ปีนี้หนี้จะหมด (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อาทิเช่นไปถอยมือถือเครื่องละเป็นหมื่น ถ้าห้าหกพันอะพอไหว) โครงการที่ว่ามาทั้งหมด ประมาณปลาย Q1 ของปีหน้าครับ ;-)

โครงการ Notebook เครื่องต่อไปของข้าพเจ้า

อันเนื่องมาจากไม่เคยมีโน๊ตบุคใช้กับใครเขามาก่อน (พูดง่าย ๆ ว่าเครื่องแรก) เลยกะน้ำหนักผิดไปนิด ว่าตัวถัง 2.04 กิโลกรัมจะเบา ๆ ว่าไปแล้ว.. จะแบกมันทีนึงก็ต้องมี Adaptor สายไฟก็ไม่ใช่เบา ๆ และในความเป็นจริงมันก็ต้องมีสัมภาระอื่น ๆ ที่แบกร่วมไปด้วย (กรณีนี้พก CD และ DVD เปล่ากระปุกเล็ก ๆ และอะไรอีกนิดหน่อย)

ผมไม่ได้จะอวดว่าตัวเองหุ่นดีแต่อย่างใด แต่ไม่ไหวจริง ๆ ที่จะแบกมันเป็นเวลานาน ๆ (อาทิเช่นแบกไปเดินห้าง แวะดูของระหว่างจะกลับหอนี่แทบเป็นไปไม่ได้) อาศัยว่ายังหนุ่มแน่น ๆ ก็อดทนไป เพราะนอกจากน้ำหนักแล้ว BenQ S32W เครื่องนี้ก็ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย (แค่มันไม่เบาก็เท่านั้น)

ตอนนี้ที่เล็งไว้ในใจ (ยังไม่ได้ชี้ชัดว่ายี่ห้อไหน) คือน้ำหนักมวลรวม (รวมแบตเตอรี่ Adaptor และสายไฟ) ต้องไม่เกิน 2 กิโลกรัม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า Sub Notebook ที่ทำน้ำหนักได้เพียงนั้นราคาแพงเพียงไหน จะหันไปเล่น Netbook ก็ไม่ค่อยปลื้ม เพราะข้อจำกัดของมันเยอะ เช่น หากจอไม่เล็ก ก็คีย์บอร์ดแปลก ๆ หรือไม่ก็เพิ่มแรมได้จำกัด (แบบต่ำ ๆ) ความเร็วก็ไม่ค่อยไหว ทำอะไรหนัก ๆ ไม่ค่อยได้ ปัญหาก็คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าระหว่างที่เราแบกเจ้าตัวจ้อยออกไปนอกบ้านแล้วจะไม่มีเหตุบังเอิญให้ต้องทำงานอะไรที่ใช้พลังหนัก ๆ .. !

Continue reading

7 Distro ในดวงใจ

1. Ubuntu แน่ละ ทั้งรัก ทั้งหลง ทั้งศรัทธา (และสัญญา ? ว่าจะใช้ตลอดไป)

2. openSUSE สวย น่ารัก สมูท นุ่ม ลื่น หน้าตาดี มีชาติตระกูล (แต่ใส่ใจกับ End User น้อยกว่า Ubuntu เลยไม่ปลื้ม เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งลำบากแบบ งง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีของที่พร้อมมากกว่าให้ใช้)

3. Fedora ตัวแม่ของหลาย ๆ Distro เร็ว เรียบง่าย เทคโนโลยีล้ำ จืดไปนิด สวยน้อยไปหน่อย ว่าไปแล้ว openSUSE น่าใช้มากกว่า

4. Mandriva ชื่อน่าใช้ สวยสมชื่อ เอาใจใส่ผู้ใช้ที่เป็น End User (แต่ต้องเสียทรัพย์ มิเช่นนั้นของฟรีก็งั้น ๆ) สำหรับใครที่อยากใช้ Linux แบบ Desktop ที่ซัพพอร์ตดี ๆ เป็นเรื่องเป็นราวต้องตัวนี้เลย

5. Linux Mint เดิมเคยเป็น Ubuntu แบบพร้อมใช้ แต่ปัจจุบันเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น (จนไม่สามารถจะใช้ Repository เดียวกันกับ Ubuntu ได้ในบางกรณี) เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการแนะนำ Linux แบบพร้อมใช้ให้ใครซักคนนึงที่ไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก

6. Ubuntu PE ของพี่สมเจตน์ ณ UbuntuClub บริสุทธิ์กว่า Mint นิดนึงตรงที่สามารถใช้แหล่ง Repository เดียวกับ Ubuntu ได้ ที่สำคัญปรับแต่งมาเป็นอย่างดี เหมาะกับคนไทย ๆ ที่ไม่ได้มีประสบการณ์กับ Linux ใด ๆ มามากนัก หรือเคยชินกับ Windows เพราะตัวนี้ลื่นมาก ขอบอก

7. Debian ตัวแม่ เจ้าของแพคเกจแบบ .deb และ apt ที่เป็นเทพแห่งการติดตั้งโปรแกรม (จะง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว.. มั้ง) เป็นพื้นฐานให้ Ubuntu และเป็นพื้นฐานให้ Distro อื่น ๆ อีกมากมายเช่นกัน ข้อดีคือฟรี ฟรีชนิดที่เรียกได้ว่ามากมายมหาศาล อิสระในการปรับแต่ง แจกจ่าย แต่ไม่ได้ง่ายสำหรับมือใหม่ (นี่แหละที่ทำให้ Ubuntu เกิด)

Why I used Gnome (and hate KDE) ?

สืบเนื่องจากบล็อกของคุณ mk

เป็นเวลานานมาแล้วที่ผมรับรู้มาว่า คุณ Linus Torvalds ผู้คิดค้นริเริ่มเคอร์เนลของลินุกซ์ นั้นใช้ KDE เป็นเดสก์ทอปหลัก ดังนั้น ข่าวว่าเค้าเกิดอาการรับไม่ได้กับ KDE 4.0 จนต้องใช้ Gnome แทนที่นั้น สำหรับผมมันทำให้ประหลาดใจมากเลยทีเดียว

.

.

ผมใช้ Linux จริง ๆ จัง ๆ ที่ Ubuntu และเริ่มที่ Gnome Desktop ด้วยความรู้สึกที่ว่า มันมีกลิ่นอาย Aqua หรือเดสก์ทอปของ Mac OS X ซึ่งผมหลงไหล ในเวลานั้นเรื่อง Application ต่าง ๆ ต้องยอมรับว่าฝั่ง Gnome นั้นตามหลัง KDE อยู่มาก (ในขณะนี้ก็ด้วย แต่สถานการณ์เบาบางลงไปจากเมื่อก่อนมาก) แต่สำหรับผมที่ไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์มากมายไปกว่างาน Office และ Internet และ Entertainment เบา ๆ ซึ่ง Gnome ก็ทำมันได้ดี และตามความรู้สึกของผม มันพอดี ไม่เลอะเทอะเหมือน KDE ด้วย ..

.

.

KDE นั้นเหมาะสำหรับคนชอบอะไรใหญ่ ๆ เพราะ Taskbar ก็ใหญ่ ไอคอนก็ใหญ่ พาเนลต่าง ๆ ก็ใหญ่โตเทอะทะ การมีเมนูที่เกะกะ ซับซ้อน เลอะเทอะ โอยย อย่าให้บ่น ๆ

สำหรับสาเหตุที่ผมใช้ Gnome ก็เพราะ

1. หน้าตามันเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ก็ไม่เลอะเทอะ

2. อุปกรณ์ตบแต่งหน้าตาเยอะ และดี ๆ ทั้งนั้น

3. โปรแกรมฝั่ง Gnome นั้นเรียบง่าย และเครื่องมือที่ใช้พัฒนาไม่ตะขิดตะขวงใจ

4. การตั้งค่าต่าง ๆ เป็นไปอย่างพอเพียง อาจไม่ถูกใจคนชอบปรับแต่งมากมาย แต่เอามาใช้งาน จะไปอะไรกับมันนักหนา

.

.

ไม่มากมายกับเหตุผล แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก (ความรู้สึกที่ยังรับ KDE ไม่ได้ โดยเฉพาะ Application ที่ขึ้นต้นด้วย ‘k’ มันจะเยอะไปไหน เห็นแล้วรำคาญลูกตามาก)