คุณครูขู่จะฟ้อง Linux ฐานแจกจ่ายซอฟท์แวร์ผิดกฎหมาย และตำหนิทำให้เด็กล้าหลัง

(ตัดมาจาก Blognone นะครับ คลิ๊กที่ลิงค์ไปอ่านกันได้)

linux

(ข้างบนนี่เป็นรูปภาพนะครับ อย่าไปเผลอคลิ๊กลิงค์เข้าล่ะ อิอิอิ)

ที่เอามาแปะ มาบอกกล่าวกันก็คือ ยังมีความไม่เข้าใจใน “ลินุกซ์” อยู่อีกมาก ซึ่งผมก็ไม่เคยเชื่อว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้ (แต่ยอมรับว่าไม่แปลกใจเท่าไร เพราะในโลกลินุกซ์ที่ผมรู้จัก บางคนก็เกลียด MS เกลียด Windows เข้ากระดูกดำกันเลยทีเดียว) เพราะอย่างน้อย ๆ ฝรั่งก็รู้จัก Mac ผมก็เลยไม่คิดว่า เค้าจะไม่รับรู้ถึงขนาดว่า โลกนี้มี OS เพียงหนึ่งเดียวคือ Windows โอยยย ปวดหัวจายยยย

ใครจะว่ายาก ว่าง่าย ชอบ ไม่ชอบอย่างไร มันแล้วแต่คนครับ อาหารบนโลกนี้มีหลากหลายชนิด ลินุกซ์ก็มีหลายดิสทิบิวชั่น แม้กระทั่งวินโดวส์บางคนก็ชอบ XP มากกว่า Vista บางคนก็ยังใช้ Windows 98 บางคนก็ยังมีความทรงจำดี ๆ กับ Windows 3.11 ซึ่งมันไม่ใช่ทางเส้นเดียวที่มุ่งตรงไปยังที่ใดที่หนึ่งได้ และทุกคนต้องไปพร้อม ๆ กัน หากแนะนำ จงแนะนำด้วยความรู้ ประสบการณ์ โดยปราศจากอคติใด ๆ ซึ่งก่อนจะได้ความรู้นี้มา คงต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างดีจากบุคคลนั้น ๆ และที่สำคัญ ควรเรียนรู้เพื่อจะสื่อสารให้ดีด้วย เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่คุณสื่อสารออกไป มันก็บ่งบอกบุคลิก ความคิด ทัศนคติของคุณไปในตัว …

(แรงเกินก็ไม่ดี นิ่มไปก็ไม่ไหว ยืนตรงกลางกันนะครับเพื่อน ๆ อิอิอิ)

คิดแล้วเหนื่อยจัง เรื่องลิขสิทธิ์เนี่ย …

ว่าจะจบ ไม่เขียนถึงอีกแล้ว เพราะคิดว่าเรื่องอย่างนี้มันควรจะเกิดขึ้นจากการตระหนักของแต่ละคน ไม่ว่าจะตะโกนปาว ๆ อย่างไรก็เสียงแหบเปล่า แต่ที่เขียนวันนี้อีกครั้ง เพราะคิด ๆ แล้วเหนื่อยใจ เหนื่อยจัง เหนื่อยกับตัวเอง …

เหตุมันเกิดเพราะวันนึงก็มานั่งคิดว่าทำไมเราต้องละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น แล้วถ้าเราจะทำให้ถูกลิขสิทธิ์ล่ะ เราต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไร

ปัญหาต่อมาคือ ค่าใช้จ่ายเท่านั้นมันจะจำกัดอยู่แค่นั้นได้ไหม ไม่.. เมื่อมีการอัพเดท อัพเกรด เราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายซ้ำเข้าไปอีก ซึ่ง..

ปัญหาต่อไป เมื่อเรามีทางเลือกที่จะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ความเคยชินเดิม ๆ จะหายไป มหกรรมการเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่จะต้องเริ่มขึ้น และความสะดวกสบาย สิ่งที่เคยทำได้ 100% นั้นจะถูกลดลง เราต้องอยู่กับข้อจำกัดที่ว่า “อันนี้ทำไม่ได้นะ” “เรื่องนี้ทำไม่ได้นะ” ผลคือเราก็ต้องหวนกลับไปหาของเดิม ๆ (ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เค้า) อีกครั้ง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่พยายามเลิกละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะในท้ายที่สุดเราก็ยังต้องพึ่งของละเมิดอีกอยู่ดี

ถ้าเราต้องใช้สิ่งนั้น ๆ ในการทำงาน ในการทำรายได้ แน่นอนว่ามันคงไม่ยุติธรรมนักที่เราจะไปขโมยของใครเค้าใช้ แต่กับเรื่องผู้ใช้ตามบ้าน ที่ใช้กันขำ ๆ ผมก็ยังหาเหตุผลไปบอกพวกเค้าไม่ได้ว่าทำไมต้องจ่ายค่าซอฟท์แวร์ เพิ่มมาจากค่าฮาร์แวร์อีก (ซึ่งก็ไม่ใช่ถูก ๆ) ในเมื่อของฟรี ๆ หรือแผ่นละแค่ 150 – 200 ก็มีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เรื่องนี้ต้องพูดกันยาว และยากที่ชักจูงให้ใครคล้อยตามได้ง่าย ๆ

งานนี้ถ้า Freeware หรือ OpenSource Software มันดี เด้ง เช้งวับ ได้เท่าที่เค้าขาย ๆ กัน ปัญหามันอาจจะเบางบาง และเราก็จะสบายใจที่จะใช้ หรือแนะนำได้มากกว่านี้ แต่ ณ วันนี้ก็อย่างที่ผมรู้อยู่แก่ใจ มันยังแทนที่กันไม่ได้เต็ม 100 เราเองหัวเรี่ยวหัวแรงยังไม่อยากจะแนะนำให้เค้าใช้เลย เพราะหันไปทางไหนมันก็ไม่ได้เข้ากับใคร เราไม่ได้มีเวลาที่จะซัพพอร์ตเค้าได้ตลอดถ้าเค้าเจอปัญหา ในขณะที่ตอนนี้ปล่อยให้เค้าใช้กันเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป เวลาเกิดปัญหา ถ้าเราไม่ว่างเค้าก็ยังมีคนอื่นคอยช่วยเหลือ นี่ก็คือปัญหาหรือไม่

เรื่องง่าย ๆ ที่ก็คือการละเมิด เช่น การส่งรายงาน ส่งวิทยานิพนธ์ ต้องเป็นไฟล์ .doc ฟอนต์ Angsana 16 โอเค เป็นไฟล์ .doc ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรื่องฟ้อนต์ต้อง Angsana 16 นี่เกิดปัญหาทันที ถ้า Windows เครื่องนั้นเถื่อน หมายความว่าฟอนต์นี้ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือในกรณีใช้ Linux ถ้าใช้บนเครื่องที่มี Windows โดยก๊อปปี้ฟ้อนต์มาใช้ ก็เป็นหลักการเดียวกันคือถ้าแท้ก็ไม่ละเมิด แต่ถ้าก๊อปปี้ข้ามเครื่องก็คือละเมิดอีก (แม้ว่าเครื่องที่ก๊อปปี้ข้ามมาจะเป็นลิขสิทธิ์ก็ตาม) นี่คือความลำบาก หรืออะไรกันแน่ มันก็พูดไม่ออกเหมือนกันนะ ถ้าจะมองให้ง่ายมันก็ง่าย แต่ถ้ามองให้ยากมันก็ลำบาก ตะขิดตะขวงใจ หากหาทางออกไม่ได้จริง ๆ คงต้องหา Windows แท้ ๆ มาลงทิ้งขว้างเอาไว้ ก็แค่นั้น …

นี่คือสิ่งที่คิด กังวล และท้อแท้อยู่ครับ คือ ไม่ว่าเราจะพยายามหนี มันหนีไม่พ้น เพราะเรา ๆ ใช้ และกำหนดมันจนเป็นมาตรฐานไปแล้ว โดยไม่สนใจว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิ์ของใครเขาหรือไม่ ซึ่งมันก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคนที่จะจ่าย จะบิต จะโหลด ตราบใดที่ไม่มีตำรวจบุกมาจับ

(ตอนนี้ก็อุ่นใจว่า Tahoma ไมโครซอฟท์ให้แจกจ่ายได้ ไหนจะ MP3 ในเครื่องอีกล่ะ เฮ้ออออ!)

Shock !

อ่านเนื้อข่าวที่นี่

อภิสิทธิ์จะเป็นนายกทั้งที ขาวสะอาดกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ เฮ้อ…

สาธุ! เพื่อแม้วยุบสภาไปเหอะ อย่าให้ไอ้อีพวกนี้มาเกลือกกลั้วกะ ปชป. เลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเป็นฝ่ายค้านมีแต่คนรัก พอเป็นรัฐบาลเค้าด่ากันทั้งเมือง

ได้พวกรัฐบาลเดิมมา ไม่แคล้วได้คลุกกองเหี้ยเหมือนกัน เซ็งเป็ด ..!

เข้าใจแล้วว่าทำไมต้อง Ubuntu

เคยคิด (และจะเขียน) ว่าถ้าย้ายไปใช้ Debian จะมีอะไรที่ดี หรือให้ผลที่ดีในเรื่องงาน เรื่องการใช้งานอะไรที่มากกว่า ที่แน่ ๆ คือความเป็นต้นตำรับมันมีกลิ่นหอมหวน ชวนให้ลองสัมผัสจริง ๆ นะ ว่ามั๊ย

คิดได้ดังนั้นเลยจัดการทดลองติดตั้งไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้นึกถึงการติดตั้งพวก OpenSUSE หรือ Mandriva สมัยก่อนเลยครับ ที่ต้องมีครอบครัวซีดีนับล้านแผ่น (เวอร์ไป ก็แค่ 5) แต่ในกรณีของ Debian นั้นหนักกว่า ซีดีปาไปเกือบ 30 แผ่น ดีวีดีขำ ๆ ที่ 5 แผ่นเท่านั้น ! แต่ไม่ต้องตกใจหรอกครับ เพราะทางเลือกไม่ได้ตีบตัน หรือโหดร้ายขนาดนั้นเสมอไป

ตรงข้ามกับ Ubuntu ที่มองข้ามช็อตปัญหาสำคัญ จัดมาให้เพียงซีดี 1 แผ่น ติดตั้งขำ ๆ 15-30 นาทีไม่เกินนี้ ก็ได้เดสก์ทอปดี ๆ ใช้แล้ว ซึ่ง Debian เราสามารถใช้แผ่นซีดีติดตั้งเพียง 1 แผ่นก็ได้ แต่ต้องมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเอาไว้ เพื่อเลือกแพคเกจมาติดตั้งเพิ่มเติม (ทั้ง ๆ ที่สั่งแค่ System และ Desktop Environment เท่านั้นเองนะเนี่ย) ความยากตรงจุดนี้ของ Debian จึงเป็นประเด็นที่ 1 ที่ทำให้ Ubuntu ดูดี เปรี้ยงปร้างดังข้ามคืนมาได้จนบัดนี้

ในขณะที่ Ubuntu จัดเตรียมเวอร์ชั่นหลักมา 2 เวอร์ชั่น สำหรับ Desktop และ Server เรื่อง Server ไม่ต้องพูดถึง (เพราะไม่เคยใช้) แต่ที่ Desktop นั้น Ubuntu ได้จัดเตรียมทุกอย่าง ทุกอย่างจริง ๆ ที่ Desktop ซักเครื่องนึงไม่ว่าจะเป็น PC หรือ Labtop ต้องการ ติดตั้งแล้วใช้ได้ดี ซึ่ง Hardware หลักต่าง ๆ ที่เป็นยาขมปี๋สำหรับโลกลินุกซ์ ถูก Ubuntu จัดการหาจนเจอและใช้งานได้เสียด้วย (ส่วนเรื่อง Web Cam ไม่ต้องหวัง) ในขณะที่ Debian คงต้องออกแรงตั้งค่ากันซักพักใหญ่ ๆ จึงจะ Feel Fine ได้เหมือน Ubuntu

ความเสถียร (มาก ๆ) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Debian ทำให้แพคเกจอาจจะ “ไม่สด” มากมายเท่าไร เพราะความสดที่อาจจะเข้ากันไม่ได้กับระบบ ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงภายในของ Debian แน่นอน ดังนั้น ช่วงก่อนที่จะ Release เวอร์ชั่นใหม่ Debian จะมีช่วง Freeze คือ ไม่รับแพคเกจใหม่ หรือเวอร์ชั่นใหม่เข้ามา จะแก้เพียงบั๊คที่ร้ายแรง ที่ส่งปลกระทบต่อความเสถียรของระบบเท่านั้น เท่ากับว่าช่วง Freeze ยิ่งยาวนานเท่าไร แพคเกจก็จะยิ่งล้าหลังไปมากเท่านั้น แน่นอนว่ามีได้มันก็ต้องมีเสีย ดังนั้นจึงเป็นเค้าลาง ๆ แล้วใช่ไหมครับ ว่า Debian นั้นเหมาะ หรือไม่เหมาะกับใคร กับงานประเภทไหน และใครที่ควรใช้ Debian และเมื่อต้องการความเป็น Debian แต่สดใหม่ดังใจปรารถนา จึงต้อง Ubuntu เท่านั้น (แม้จะมีหลายคนกังขาว่ามันจะเสถียรเหรอ แต่อย่าลืมว่ามันเป็น OpenSource ที่มีคนใช้เยอะ คนแก้ก็เยอะ บั๊กต่าง ๆ จึงถูกตรวจเจอและแก้ไขได้รวดเร็วมากจนบางครั้งเรา ๆ ท่าน ๆ แทบจะไม่รู้สึก ดังนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องความเสถียรเลยครับ :-) )

นี่เป็น 3 ประเด็นหลัก ที่ Ubuntu ถือว่ามาถูกทาง และเหนืออื่นใด Ubuntu คงจะไม่มีวันนี้หาก Debian ไม่ได้มีกระบวนการที่แข็งแกร่ง แน่นอนว่าบ้านจะคงทน ต้านแดดฝนได้ดี โครงสร้าง เสาเข็ม ต้องแข็งแรงและลึกพอสมควร ดังนั้น ความเป็น Debian จึงไม่ใช่จุดอ่อน ความเป็น Ubuntu ก็ไม่ใช่ฉาบฉวย หรือหยิบชิ้นปลามันขึ้นมา แต่มันเป็นสิ่งที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน และสำคัญที่สุดคือเรานี่แหละครับ เราสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราได้ มาถึงวันนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า Debian นั้นเหมาะกับ Geek ของแท้ ส่วน Ubuntu ไม่ต้อง Geek มากก็พอไหว อิอิอิ